บางจากฯ ปรับโครงสร้าง ดันธุรกิจพลังงานไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ชีวภาพเป็นดาวเด่น

146 views

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในปี 2563 ว่า บริษัท บางจากฯ และบริษัทย่อย มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 136,450 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 28 เมื่อเทียบกับปีก่อน มี EBITDA 4,104 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 53 เมื่อเทียบกับปีก่อน และมี Operating EBITDA 8,874 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องมาจากการที่กลุ่มบริษัทฯ เผชิญกับความท้าทายทั้งจากวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ทวีความรุนแรงมากจนถึงระดับที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างไปทั่วโลกอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงจากการประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์ในหลายประเทศทำให้ความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทั่วโลกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งปัจจัยกดดันในเรื่องสงครามราคาน้ำมันของผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่ระหว่างซาอุดิอาระเบียกับรัสเซีย ทำให้ราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปปรับลดลงอย่างมาก ส่งผลให้ผลการดำเนินงานของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันได้รับผลกระทบมากที่สุด

ขณะที่กลุ่มธุรกิจพลังงานไฟฟ้า และธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพมีผลดำเนินงานเติบโตขึ้น จึงช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของผลการดำเนินงานในภาพรวมความผันผวนของราคาน้ำมันและการชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจโลกรวมถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ส่งผลกระทบหนักสุดต่อธุรกิจในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2563 แต่ในช่วงครึ่งปีหลังเศรษฐกิจเริ่มมีทิศทางปรับตัวดีขึ้น ความต้องการใช้น้ำมันในประเทศฟื้นตัวต่อเนื่องจากมาตรการต่างๆ ของภาครัฐในการช่วย กระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี จากการที่กลุ่มบริษัทฯ ได้พยายามลดผลกระทบจากโควิด-19 โดยให้ความสำคัญกับกระบวนการทำงานที่กระชับ คล่องตัว ปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ มีการปรับแผนการดำเนินธุรกิจและปรับองค์กรเพื่อสร้างช่องทางในการเข้าถึงตลาดและลูกค้า ตลอดจนดำเนินมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและหารายได้เพิ่ม รวมทั้งให้ความสำคัญในการควบคุมค่าใช้จ่าย สามารถลดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 900 ล้านบาท จากงบประมาณที่ตั้งไว้

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยในปี 2563ที่ต่ำกว่าปี 2562 กว่าร้อยละ 30 ทำให้กลุ่มบริษัทฯ มี Inventory Loss 4,743 ล้านบาท อีกทั้งมีการบันทึกขาดทุนจากการด้อยค่าทรัพย์สิน 2,375 ล้านบาท และการด้อยค่าตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 9 (TFRS 9) 891 ล้านบาท ส่งผลให้ปี 2563 มีผลขาดทุนสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่ 6,967 ล้านบาท คิดเป็นขาดทุนต่อหุ้น 5.50 บาท อย่างไรก็ดี จากการปรับโครงสร้างการลงทุน ใช้เครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสมในการบริหารจัดการเพื่อประโยชน์สูงสุด พร้อมรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในปี 2564 ทำให้มีกระแสเงินสด ณ สิ้นปี 2563 ที่ 21,651 ล้านบาท

สำหรับผลการดำเนินงานในแต่ละกลุ่มธุรกิจมีดังนี้

  1. กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน
    • ได้รับผลกระทบอย่างมากจากความผันผวนของราคาน้ำมันและค่าการกลั่นที่อยู่ในระดับต่ำ โดยมีค่าการกลั่นพื้นฐาน 3.20 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ลดลง 2.21 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลจากปีก่อน ทำให้โรงกลั่นต้องปรับลดกำลังการผลิตมาอยู่ในระดับ 97,200 บาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นร้อยละ 81 ของกำลังการผลิตรวมของโรงกลั่น อีกทั้งราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลงอย่างรุนแรงในปีนี้ ส่งผลให้โรงกลั่นมี Inventory Loss 4,379 ล้านบาท
    • บริษัท BCP Trading ยังคงเติบโต มีธุรกรรมการซื้อขายน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 และกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยหลักมาจากการปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์น้ำมันเตาเกรดกำมะถันต่ำเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ตามมาตรการ IMO อีกทั้งมีการซื้อขายผลิตภัณฑ์ใหม่ และขยายตลาดการซื้อขาย
  2. กลุ่มธุรกิจการตลาด
    • ปริมาณการจำหน่ายรวมลดลงร้อยละ 17 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากผลกระทบของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันในประเทศปรับตัวลดลง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและสายการบินได้รับผลกระทบอย่างหนัก
    • ยังคงขยายจำนวนสถานีบริการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยมีจำนวนสถานีบริการน้ำมัน ณ สิ้นปี 2563 ทั้งสิ้น 1,233 สาขา มีส่วนแบ่งการตลาดด้านปริมาณการจำหน่ายน้ำมันผ่านสถานีบริการปี 2563 อยู่ที่ร้อยละ 15.6 (ตามข้อมูลกรมธุรกิจพลังงาน) และครองความนิยมเป็นลำดับที่ 1 ในใจของผู้ใช้บริการ 2 ปีซ้อน จากดัชนีวัดความพึงพอใจของลูกค้าตามผลประเมิน Net Promoter Score (NPS)
    • จำหน่ายน้ำมันดีเซล B10 ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นน้ำมันดีเซลเกรดพื้นฐานในสถานีบริการ น้ำมันทั่วประเทศ และได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ Gasohol S EVO FAMILY พร้อมทั้งยกระดับ E20 S EVO เป็นน้ำมันคุณภาพพรีเมียม นอกจากนี้ ยังได้นำนวัตกรรมระบบ Digital Payment มาใช้สำหรับการชำระเงิน เป็นรายแรกในประเทศไทยที่ให้บริการแบบครบวงจร
    • ร้านกาแฟอินทนิล ณ สิ้นปี 2563 มีทั้งสิ้น 673 สาขา เป็นร้านกาแฟรายเดียวที่ได้รับรางวัล Best Coffee GET Awards 2019 และ Best Operation Grab Food Awards 2020 จาก Food Delivery อีกทั้งยังได้รับรางวัล Thai Star Packaging Award 2020 ประเภทบรรจุภัณฑ์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย
  3. กลุ่มธุรกิจพลังงานไฟฟ้า
    • เติบโตเพิ่มขึ้นจากการขยายการลงทุนในโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำ Nam San 3A และ Nam San 3B กำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญารวมทั้ง 2 โครงการ 114 เมกกะวัตต์ ในสปป.ลาว และการเข้าซื้อโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย “RPV” จำนวน 4 โครงการ กำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญารวม 20 เมกกะวัตต์ ส่งผลให้มีปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้ารวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 100 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทำให้มีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญาทั้งหมดจำนวน 473.7 เมกกะวัตต์ และรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม 270 ล้านบาท ซึ่งลดลงจาก
    ปีก่อน สาเหตุหลักมาจากธุรกิจผลิตไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ ในประเทศอินโดนีเซีย มีการบันทึกค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการ Refinance เงินกู้เดิม 172 ล้านบาท จากการ Refinance เงินกู้ดังกล่าว ทำให้บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) (“BCPG”) ได้รับชำระคืนค่าหุ้นจากการลดทุนของบริษัทร่วม Star Energy Group Holding Pte. Ltd., จำนวนประมาณ 842 ล้านบาท (ตามสัดส่วนที่เป็นของ BCPG ร้อยละ 33.33)
    • นอกจากนี้ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นบริษัท BCPG ได้อนุมัติแผนการเพิ่มทุนจดทะเบียนด้วยการออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน 1.3 พันล้านหุ้น คาดว่าจะได้เงินทุนเพิ่มราว 1.02 หมื่นล้านบาท โดยมีเป้าหมายเพื่อขยายการลงทุนตามแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี และเงินเพิ่มทุนบางส่วนจะถูกนำไปใช้ชำระคืนเงินกู้ยืม ทำให้โครงสร้างทางการเงินของบริษัทฯ มีความแข็งแกร่งมากขึ้น
  4. กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ
    • มีผลดำเนินงานเติบโตต่อเนื่องและสูงสุดตั้งแต่เริ่มเปิดดำเนินการมา โดยธุรกิจไบโอดีเซล กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นมากถึง ร้อยละ 177 เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบได้ดีขึ้น และรายได้จากการขายปรับเพิ่มขึ้นจากราคาขายเฉลี่ยผลิตภัณฑ์ B100 ปรับสูงขึ้นค่อนข้างมาก เป็นผลมาจากการที่ภาครัฐออกมาตรการส่งเสริมการใช้น้ำมันปาล์ม ด้านธุรกิจเอทานอล ราคาขายเอทานอลปรับเพิ่มขึ้นตามราคาต้นทุนวัตถุดิบ ถึงแม้ความต้องการใช้เอทานอลในภาคพลังงานจะปรับลดลง แต่สามารถจำหน่ายเอทานอลเกรดอุตสาหกรรมได้เพิ่มขึ้น เพื่อนำไปผลิตเจลแอลกอฮอล์และผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรค ส่งผลให้กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นร้อยละ 26 เมื่อเทียบกับปีก่อน
    • บริษัท บีบีจีไอ จำกัด (มหาชน) ได้ขยายสู่ธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง ผ่านการลงทุนในบริษัท Manus Bio Inc. ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพชั้นนำที่มีชื่อเสียงระดับโลกในฐานะผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูงด้วยเทคโนโลยีชีวนวัตกรรมจากกระบวนการหมักขั้นสูง (advanced bio-fermentation) โดยซื้อหุ้น Series B Preferred Stock มูลค่าประมาณ 800 ล้านบาท และได้ร่วมก่อตั้งบริษัทร่วมทุน “WIN lngredients” เพื่อดำเนินธุรกิจดังกล่าวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงมีแผนตั้งโรงงาน Synthetic Biology เพื่อผลิตผลิตภัณฑ์แบบ Multi-Products แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สนองความต้องการผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญต่อสุขภาพ
  5. กลุ่มธุรกิจผลิตทรัพยากรธรรมชาติ
    • ผลการดำเนินงานลดลงอย่างมาก เนื่องจากรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม OKEA ขณะที่ปีก่อนรับรู้ส่วนแบ่งกำไร โดยในปี 2563 ราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติที่ปรับลดลงอย่างมากจากผลกระทบของการแพร่ระบาดไวรัส โควิด-19 ส่งผลให้ OKEA มีรายได้ลดลง และมีการตั้งด้อยค่าเพิ่มขึ้นจากการตั้งด้อยค่า Technical Goodwill, Ordinary Goodwill ของแหล่งผลิต Draugen และ Gjøa รวมถึงมีการตั้งด้อยค่าทรัพย์สินที่อยู่ระหว่างการพัฒนาของแหล่ง Yme จากการเลื่อนแผนการผลิตและการใช้เงินลงทุนเพิ่มขึ้น แต่มีการรับรู้ผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจากการแข็งค่าของสกุลเงินโครนนอร์เวย์ (NOK) เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ต้นทุนทางการเงินปรับลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยบางส่วนโอนไปเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนโครงการและมีการรับรู้รายการภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีซึ่งช่วยลดผลขาดทุนสุทธิในปีนี้
    • ทั้งนี้ OKEA ได้เข้าร่วมทุนในแหล่งปิโตรเลียม Calypso และ Aurora ใกล้กับแหล่ง Draugen และ Gjøa ซึ่งจะทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายในการพัฒนาและการผลิตจากการ synergy ร่วมกันได้ อีกทั้งการเข้าร่วมลงทุนในแหล่งปิโตรเลียม Vette และได้รับใบอนุญาตในการสำรวจและพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมใหม่จำนวน 6 ใบ ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตการลงทุนของ OKEA
    • ในช่วงปลายปี บริษัท BCP Innovation Pte. Ltd ได้ลดสัดส่วนการถือหุ้นใน Lithium Americas Corp. (LAC) ซึ่งมูลค่าที่ได้รับจากการลดสัดส่วนการลงทุนในครั้งนี้ประมาณ 136 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สำรองไว้สำหรับหาโอกาสขยายธุรกิจในอนาคต
    ในส่วนของโครงการด้านนวัตกรรม บางจากฯ เป็นรายแรกในประเทศไทย ที่นำร่องเปิดตัวสตาร์ทอัพ “Winnonie”
    (วิน No หนี้) เพื่อช่วยลดภาระหนี้สินของวินมอเตอร์ไซค์ ด้วยการนำนวัตกรรมพลังงานสีเขียวมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ามาทดลองให้
    วินมอเตอร์ไซค์ในพื้นที่รอบสำนักงานใหญ่และโรงกลั่นน้ำมันบางจากเช่า ซึ่งช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย พร้อมการเปลี่ยนแบตเตอรี่แบบ swapping ที่ตู้สำหรับแลกเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่สถานีบริการน้ำมันบางจาก

สำหรับปี 2564 คาดการณ์ว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นหลังจากที่ประเทศไทยกำลังจะได้รับวัคซีนป้องกัน ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อการดำเนินธุรกิจของบางจากฯ หลังจากปรับโครงสร้าง เสริมสภาพคล่องให้แข็งแรง
มีความพร้อมในการปรับตัว ขยายศักยภาพในการบริหารงานและการลงทุนต่อยอดธุรกิจใหม่ พร้อมรุกไปข้างหน้าเต็มที่เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ผ่านโครงการและกิจกรรมต่างๆ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่มในทุกธุรกิจ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังไม่หยุดยั้งที่จะแสวงหาโอกาสในการทำธุรกิจใหม่ๆ ทั้งในและต่างประเทศ ในขณะที่ยังให้ความสำคัญกับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมภายใต้บทบาทผู้นำนวัตกรรมสีเขียวเพื่อความยั่งยืน มุ่งหน้าสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยมีเป้าหมายจะเพิ่มรายได้จากธุรกิจสีเขียวเป็น 40-50% ในปี 2567