เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) และ ทรู คอร์ปอเรชั่น เดินหน้าขับเคลื่อนระบบนิเวศเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) ในประเทศไทย ประกาศร่วมสนับสนุนการตั้ง “Quantum Club Thailand” ศูนย์รวมบุคลากร นักวิชาการ ภาครัฐ และเอกชน เพื่อศึกษาวิจัยเทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Technology) พร้อมเสนอโมเดลระดมทุนแสนล้านบาท สร้างศูนย์นวัตกรรม 5 ด้าน จับคู่มหาวิทยาลัย หวังเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้กลายเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีเช่นเดียวกับ Silicon Valley หรือ Boston
ศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานกรรมการ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยภายในงานเปิดตัว Quantum Club Thailand ณ True Digital Park ว่า เทคโนโลยีควอนตัมถือเป็น Deep Tech ที่แท้จริง และเป็นกุญแจสำคัญที่จะเข้ามาเปลี่ยนโลกในอนาคต แม้ปัจจุบันจะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและยังไม่สามารถต่อยอดในเชิงพาณิชย์ (Commercialize) ได้อย่างเต็มที่ แต่การเร่งสร้างความร่วมมือเพื่อวิจัยและพัฒนาถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
การก่อตั้ง Quantum Club Thailand จึงเปรียบเสมือนพื้นที่รวมตัวของกลุ่มคนที่มีความสนใจเหมือนกัน (Like-minded) ทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อร่วมกันผลักดันการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมให้เกิดผลสัมฤทธิ์ โดยมี True Digital Park ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงระบบนิเวศ ซึ่งปัจจุบันมีพันธมิตร Big Tech ระดับโลก, บริษัทร่วมทุน (VC), สถาบันการศึกษา และสตาร์ทอัพ รวมกว่า 5,800 ราย
“ประเทศไทยมีบุคลากรชั้นยอด แต่ที่ผ่านมาต้องไปทำงานต่างประเทศเพราะเราขาดแคลนห้องแล็บและอุปกรณ์เทสต์ การลงทุนเรื่องเครื่องมือวิจัยจึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะรักษาคนเก่งไว้ในประเทศ”
นอกจากนี้ ยังเตรียมนำเข้าอุปกรณ์และเทคโนโลยี Quantum Computing จากประเทศทางฝั่งยุโรปเข้ามาติดตั้งในห้องปฏิบัติการ (Lab) ที่ True Digital Park เพื่อใช้ในการวิจัยและทดสอบ ควบคู่ไปกับความร่วมมือของภาคการศึกษา เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เริ่มนำเข้าเทคโนโลยีควอนตัมเข้ามาศึกษาล่วงหน้าแล้ว
ศุภชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ Arise Ventures Group พร้อมที่จะสนับสนุนทั้งในด้านทุนวิจัย (Seed Fund) และการเป็นพื้นที่ทดลองใช้งานจริง (Sandbox) เนื่องจากเครือซีพีมีระบบนิเวศทางธุรกิจที่ครอบคลุม ทั้งเกษตรและอาหาร (Agro-tech & Food-tech), สุขภาพและชีวภาพ (Biotech & Health-tech), ค้าปลีกและโลจิสติกส์ (Fulfillment & Logistics), โทรคมนาคม สื่อดิจิทัล รวมถึงความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) ซึ่งล้วนต้องการเทคโนโลยีขั้นสูงทั้ง AI และ Quantum Computingเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
พร้อมกันนี้ ได้เสนอไอเดียต่อภาครัฐในการสร้างศูนย์นวัตกรรม (Innovation Center) หรือห้องปฏิบัติการวิจัย 5 ด้านหลัก ได้แก่ Space Tech, Digital & Computing Tech, Robotic & Automation, Biotech และ Material Science/Nanotech โดยวางรูปแบบจับคู่กับ 5 มหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย
โครงสร้างการจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมทั้ง 5 ด้าน คาดว่าต้องใช้เงินลงทุนรวมราว 100,000 ล้านบาท สำหรับกรอบเวลา 5 ปี โดยแบ่งสัดส่วนการลงทุนออกเป็น 3 ส่วนเท่าๆ กัน ได้แก่:
- อุปกรณ์และห้องปฏิบัติการ (Testing Equipment & Labs) 1/3: เพื่อดึงดูดให้นักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกและของไทยมีเครื่องมือทำงานในประเทศ
- การจ้างบุคลากรระดับโลก (Global Talent) 1/3: ดึงนักวิชาการชั้นนำมาประจำในไทยสัญญา 3-5 ปี เพื่อถ่ายทอดความรู้
- ทุนวิจัย (Research Grant) 1/3: สำหรับพัฒนาโครงการวิจัยใหม่ๆ
“ถ้าเราสามารถระดมทุนแสนล้านจับคู่สร้างศูนย์นวัตกรรมร่วมกับมหาวิทยาลัยได้ กรุงเทพฯ ก็มีโอกาสก้าวขึ้นไปเป็น Silicon Valley หรือ Boston แห่งใหม่ของภูมิภาคได้ไม่ยาก”
สำหรับแนวทางการระดมทุน เสนอให้ใช้รูปแบบ Matching Fund ระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยเอกชนรวมตัวกันระดมทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐานหรือกลไกการลงทุนที่ให้ผลตอบแทน (Yield) ราว 5% หรือประมาณ 5,000 ล้านบาทต่อปี ระยะเวลาสัญญาไม่ต่ำกว่า 10 ปี โดยแบ่งเป็นการสนับสนุนจากภาคเอกชน 2,500 ล้านบาท (รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี) และภาครัฐจัดสรรงบประมาณสมทบอีก 2,500 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถสร้าง Innovation Cluster ระดับ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้สำเร็จ
–“Quantum Club Thailand” ดันประเทศสู่ผู้สร้างนวัตกรรมควอนตัมระดับโลก







