วิทยุการบินแห่งประเทศไทย (บวท.) เดินหน้ายกระดับเทคโนโลยีการเดินอากาศเพื่อรองรับปริมาณเที่ยวบินในปีงบประมาณ 2569 ที่คาดว่าจะสูงถึง 919,643 เที่ยวบิน หรือเฉลี่ย 2,520 เที่ยวบินต่อวัน พร้อมเปิดเส้นทางบินตรงใหม่ ไทย-จีน และขับเคลื่อน 6 โครงการสำคัญ เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบินระดับโลก (World-class Aviation Hub) อย่างเต็มรูปแบบ
นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ ประธานกรรมการ บวท. และนายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บวท. ร่วมกันแถลงข่าวผลการดำเนินงานและแผนงานในอนาคตของ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย โดยกระทรวงคมนาคมเร่งรัดให้วิทยุการบินฯ บูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อลดความล่าช้า เพิ่มความปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการบริหารข้อมูลการบินยุคใหม่ตามมาตรฐาน ICAO เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินไทยที่มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างมั่นคง


สำหรับปริมาณเที่ยวบินรวมในปีงบประมาณ 2569 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 – กันยายน 2569 คาดการณ์ว่าจะมีเที่ยวบินรวม 919,643 เที่ยวบิน หรือเฉลี่ย 2,520 เที่ยวบินต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2568 ร้อยละ 1.64 ซึ่งจากข้อมูลปัจจุบัน ขณะนี้มีปริมาณเที่ยวบินรวมทั้งสิ้น 777,456 เที่ยวบิน หรือเฉลี่ย 2,558 เที่ยวบินต่อวัน แบ่งเป็น เที่ยวบินระหว่างประเทศ 385,991 เที่ยวบิน เที่ยวบินภายในประเทศ 297,234 เที่ยวบิน และเที่ยวบินผ่านน่านฟ้า 94,231 เที่ยวบิน ซึ่งตัวเลขปริมาณเที่ยวบินเป็นไปตามคาดการณ์ แม้การเติบโตจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่ยังสะท้อนถึงการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบินไทยอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มเติบโตอย่างมั่นคง สำหรับกลุ่มประเทศที่มีเที่ยวบินเข้า-ออกและบินผ่านประเทศไทยสูงสุด ได้แก่ จีน อินเดีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ขณะที่สนามบินที่มีปริมาณเที่ยวบินหนาแน่นที่สุด ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ และสมุย ตามลำดับ ไฮไลต์สำคัญและ 6 โครงการเด่นของวิทยุการบินฯ ประกอบด้วย
1. เปิดเส้นทางบินตรงใหม่ ไทย-จีน (L770)
เตรียมเปิดใช้เส้นทางบิน L770 (NAN–SAGAG) ในวันที่ 3 กันยายน 2569 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างไทย จีน และลาว ช่วยย่อระยะทางการบินลง 27.5 – 35.2 ไมล์ทะเล เพิ่มความรวดเร็ว ประหยัดเชื้อเพลิง และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รองรับตลาดการบินสำคัญระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และจีน
2. บูรณาการ Weather Radar
เชื่อมโยงข้อมูลเรดาร์ตรวจอากาศร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยาเข้าสู่ระบบบริหารจัดการจราจรทางอากาศ เพื่อแสดงตำแหน่งและความรุนแรงของกลุ่มเมฆฝนแบบเรียลไทม์ซ้อนทับบนหน้าจอควบคุมการบิน เริ่มใช้งานที่สนามบินสุวรรณภูมิแห่งแรกภายในปี 2570
3. นำเทคโนโลยี Digital & Remote Tower มาใช้
ติดตั้งระบบ Digital Tower ที่สนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง พร้อมนำ Remote Tower มาใช้ที่สนามบินนราธิวาสและเบตง โดยใช้กล้องวงจรปิดประสิทธิภาพสูงและระบบแสดงผลอัจฉริยะ เริ่มจัดหาเดือนตุลาคม 2569 และคาดว่าจะเปิดใช้งานภายในปี 2571
4. พัฒนาระบบ SMC ควบคุม 24 ชั่วโมง
พัฒนาระบบ System Monitoring and Control (SMC) เพื่อเฝ้าระวังและแก้ไขเหตุขัดข้องของระบบวิศวกรรมจราจรทางอากาศทั่วประเทศจากศูนย์เดียว เริ่มใช้นำร่องที่ศูนย์ควบคุมการบินหาดใหญ่ช่วงต้นปี 2570 ก่อนขยายสู่ศูนย์หลัก 9 แห่งทั่วประเทศภายในปี 2571
5. ยกระดับสู่ SWIM Service Provider
ปรับเปลี่ยนการแลกเปลี่ยนข้อมูลการบินเข้าสู่รูปแบบดิจิทัลเต็มขั้นด้วยระบบ System Wide Information Management (SWIM) เพื่อรองรับระบบวางแผนการบินแบบใหม่ ตอบสนองต่อสถานการณ์ล่วงหน้าได้อย่างทันท่วงที ตั้งเป้าเป็น SWIM Service Provider ภายในปี 2573
6. บริหารจราจรทางอากาศระดับนานาชาติด้วย BOBCAT
ใช้นวัตกรรมระบบ BOBCAT ที่วิทยุการบินฯ พัฒนาขึ้นเอง เพื่อจัดการเที่ยวบินผ่านน่านฟ้าประเทศอัฟกานิสถาน ช่วยรองรับเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สามารถประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้กว่า 8,353 ตัน และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 26,394 ตัน ส่งผลให้ได้รับการรับรอง Green ATM ระดับ 2 จาก CANSO และเตรียมยกระดับสู่ระดับ 3 ต่อไป
สำหรับสถิติเที่ยวบินสูงสุดในปัจจุบันยังคงเป็นกลุ่มประเทศ จีน อินเดีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม โดยมีสนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ และสมุย เป็นจุดหมายที่มีการจราจรหนาแน่นที่สุด







