Apple ประกาศปรับโครงสร้างองค์กร โดยสั่งปลดพนักงานมากกว่า 200 ตำแหน่ง ซึ่งครอบคลุมทีมพัฒนาชุดหูฟัง Vision Pro ทีมผู้ช่วยเสียง Siri และทีมซอฟต์แวร์ เพื่อโยกย้ายทรัพยากรไปมุ่งเน้นการพัฒนาอุปกรณ์แห่งอนาคตอย่างแว่นตาอัจฉริยะ (Smart Glasses) รวมถึงเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ที่ขับเคลื่อนด้วย Generative AI ยุคใหม่
การปรับลดพนักงานในครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก โดยประมาณ 100 ตำแหน่งมาจากแผนก Vision Pro ซึ่งเน้นไปที่ทีมพัฒนาเกม (Gaming) ที่ถูกสั่งยุติการดำเนินงานเป็นส่วนใหญ่ และทีมผลิตวิดีโอแบบ Immersive Video ที่ถูกปรับลดขนาดลง เนื่องจากกระบวนการผลิตคอนเทนต์ประเภทดังกล่าวมีต้นทุนสูงถึงหลายล้านดอลลาร์สหรัฐและต้องใช้ทีมงานจำนวนมาก
ขณะที่ยอดผู้ใช้งานตัวอุปกรณ์ยังมีจำนวนจำกัดจากราคาที่สูงถึง 3,699 ดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงน้ำหนักและรูปแบบการสวมใส่ที่ยังไม่คล่องตัว ทั้งนี้ Apple มีแผนจะลดขนาดการผลิตคอนเทนต์ลง และหันไปผลักดันให้ผู้พัฒนาภายนอก (Third-party) เข้ามาผลิตคอนเทนต์แทน
ขณะเดียวกัน อีกกว่า 100 ตำแหน่งเป็นการปลดพนักงานในส่วนของ Siri และฝ่ายซอฟต์แวร์ รวมถึงการปรับโครงสร้างทีม Intelligent Systems Experience ที่ดูแลฟีเจอร์ AI บนอุปกรณ์ต่างๆ โดยการลดตำแหน่งงานครั้งนี้มุ่งเป้าไปที่ทีมงานซึ่งพัฒนา Siri รูปแบบสถาปัตยกรรมเดิม เพื่อเปิดทางให้กับระบบ Siri AI ยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) บน iOS 27 ซึ่งจำเป็นต้องใช้บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในรูปแบบใหม่
ตัวแทนของ Apple ชี้แจงถึงทิศทางการปรับโครงสร้างในครั้งนี้ว่า บริษัทกำลังปรับเปลี่ยนการทำงานของทีมต่างๆ เพื่อพัฒนาธุรกิจและส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ผู้ใช้งาน โดยแม้ว่าจะมีการปรับลดตำแหน่งงานเดิมลง แต่ก็ได้มีการเปิดรับตำแหน่งงานใหม่ควบคู่กันไปด้วย พร้อมยืนยันว่าบริษัทมุ่งมั่นที่จะให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนพนักงานที่ได้รับผลกระทบ เพื่อเปิดโอกาสในการโยกย้ายไปรับตำแหน่งอื่นภายใน Apple ต่อไป
สำหรับทิศทางในอนาคต Apple ได้แจ้งต่อพนักงานว่าผลิตภัณฑ์ Vision Pro และระบบปฏิบัติการ visionOS จะยังคงดำเนินต่อไป โดยบริษัทกำลังพิจารณาแผนเปิดตัว Vision Pro รุ่นใหม่เร็วที่สุดในช่วงปลายปี 2028 แต่ในระยะใกล้ บริษัทจะเร่งผลักดันโครงการพัฒนาแว่นตาอัจฉริยะ (Smart Glasses) ที่เน้นการผสานเทคโนโลยี AI ในลักษณะเดียวกับของ Meta ซึ่งตัวอุปกรณ์ใหม่นี้จะไม่รองรับการเล่นเกมระดับสูงหรือฟีเจอร์ Immersive Video จึงนำไปสู่การปรับลดกำลังคนในสองส่วนงานดังกล่าวในท้ายที่สุด







