กระทรวงพลังงานเดินหน้ามาตรการปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมันครั้งประวัติศาสตร์ มุ่งแก้ปัญหาต้นทุนพลังงานกระทบค่าครองชีพประชาชน พร้อมรับมือความผันผวนจากวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ทั้งกรณีช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง เผยแนวทางขับเคลื่อน 3 แกนหลัก ทั้งการใช้อำนาจตามกฎหมายคุมค่าการกลั่น การรื้อสูตรราคาน้ำมันถาวร และการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานระยะยาว
พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยผ่านรายการ Biztalk ว่า ภายใต้การนำของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้มีการบังคับใช้พระราชกำหนด (พรก.) แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 เพื่อจำกัดเพดาน (Cap) ค่าการกลั่นของโรงกลั่นทั้ง 6 แห่งในประเทศเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยคำนวณจากค่าการกลั่นส่วนเกินที่หักลบค่าใช้จ่ายพิเศษช่วงสงคราม (War premium) เช่น ค่าเดินเรืออ้อมจุดปะทะ ค่าประกันภัย และส่วนต่างแหล่งน้ำมันดิบ
มาตรการจำกัดค่าการกลั่นดำเนินการไปแล้ว 6 ครั้ง สามารถดึงกำไรส่วนเกินกลับมาลดราคาหน้าโรงกลั่นได้มากกว่า 17,400 ล้านบาท โดยการปรับลดรอบล่าสุดอยู่ที่ 2.40 บาทต่อลิตรสำหรับน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น แม้ในบางช่วงราคาหน้าปั๊มอาจยังไม่ลดลงทันทีเนื่องจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับภาระจ่ายชดเชยวันละ 300–400 ล้านบาท เพื่อตรึงราคาในภาวะตลาดโลกผันผวนสูง
สำหรับแผนการปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมันถาวร ปัจจุบันมีความคืบหน้าแล้วกว่า 80% หลังผ่านการประชุมร่วมกับภาคประชาชน เอกชน โรงกลั่น และนักวิชาการ โดยคณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีเป้าหมายสำคัญคือการยกเลิก “ต้นทุนทิพย์” หรือค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง เช่น ค่าขนส่งและค่าประกันภัยเสมือนนำเข้าจากสิงคโปร์ (Singapore Plus-Plus) ซึ่งเป็นสูตรคำนวณเดิมที่ใช้มาเกือบ 40 ปี เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่โครงสร้างที่เป็นธรรม (Singapore Minus-Minus) สะท้อนความได้เปรียบที่ไทยมีโรงกลั่นขนาดใหญ่ในประเทศ โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปและมีความชัดเจนภายใน 3 เดือนหรือไม่เกินช่วงปีใหม่
นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานยังวางแผนสร้างความมั่นคงพลังงานระยะยาวและผลักดันพลังงานสะอาด ประกอบด้วย
- คลังน้ำมันยุทธศาสตร์แห่งชาติ: ศึกษาแนวทางนำเงินสะสมจากค่าสำรองน้ำมันเพื่อความมั่นคงที่เก็บอยู่ทุกลิตรประมาณ 13 สตางค์ มาพัฒนาเป็นคลังน้ำมันของประเทศที่ประชาชนเป็นเจ้าของ ผ่านโมเดลความร่วมมือแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) กับประเทศคู่ค้าในตะวันออกกลาง หรือให้บริษัทลูกของกลุ่มพลังงานช่วยบริหารจัดการ
- ส่งเสริมพลังงานสะอาดและลดการนำเข้า: ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า โครงการโซลาร์เซลล์ล้านหลังคาเรือน (อุดหนุน 50,000 บาท สำหรับขนาด 5 kW) และการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ โดยเฉพาะเอทานอล E20 ที่ผลิตจากอ้อยและมันสำปะหลังในประเทศ ซึ่งช่วยสร้างรายได้ตรงสู่เกษตรกรอย่างยั่งยืน
- พัฒนาระบบตรวจสอบและบริการ: จัดทำระบบ “Fuel Now” เพื่อตรวจสอบปริมาณน้ำมันคงเหลือและหัวจ่ายแบบเรียลไทม์ผ่าน API รองรับการแจ้งเรื่องร้องเรียนน้ำมันไม่เต็มลิตรหรือหัวจ่ายไม่เป็นธรรม
–ABB ชี้ทางรอดอุตสาหกรรมไทย เร่งยกระดับระบบอัตโนมัติเดิมควบคู่ขยายพลังงาน รับคลื่นลงทุน Data Center






