การพัฒนาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้การโจมตีทางไซเบอร์ยกระดับสู่ความเร็วระดับเครื่องจักร หรือ “Machine Speed” จากสถิติล่าสุดของ ฟอร์ติเน็ต (Fortinet) พบว่า การโจมตีทั่วโลกพุ่งสูงถึง 1.23 แสนล้านครั้ง เติบโตขึ้น 26% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ชี้ชัดว่าแฮกเกอร์ไม่ได้ใช้แรงงานมนุษย์ในการเจาะระบบอีกต่อไป
ดร.ศุภกร กังพิสดาร ผู้จัดการประจำประเทศไทยและลาว ฟอร์ติเน็ต เปิดเผยว่า องค์กรในปัจจุบันต้องก้าวข้ามความคิดที่ว่า “จะไม่ถูกโจมตี” ไปสู่แนวคิด Cyber Resilience หรือความยืดหยุ่นทางไซเบอร์ เนื่องจากสถิติพบว่ากว่า 90% ขององค์กรในประเทศไทยเคยตกเป็นเป้าหมายและถูกโจมตีทางไซเบอร์อย่างน้อย 1 ครั้ง
โจทย์สำคัญในยุคนี้จึงไม่ใช่การป้องกันอย่างเดียว แต่คือการทำให้ระบบมีความอึด ทนทาน และสามารถฟื้นฟูกลับมาดำเนินธุรกิจต่อได้อย่างรวดเร็วหลังเกิดเหตุ (Recover Fast) ซึ่งในสภาวะที่ผู้ไม่ประสงค์ดีนำ AI มาใช้โจมตี ฝั่งป้องกันก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องใช้ AI มาช่วยตั้งรับเช่นเดียวกัน
ภัยคุกคามลามสู่โรงงาน-สมาร์ทซิตี้
ความเสี่ยงในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงระบบไอทีสำนักงาน แต่กำลังขยายวงกว้างไปยังระบบเทคโนโลยีเชิงปฏิบัติการ (OT) และอุปกรณ์ IoT ในภาคอุตสาหกรรม จากกระแสการทำ Digital Transformation, Smart Factory ไปจนถึงโครงการขนาดใหญ่อย่าง Virtual Power Plant และสมาร์ตซิตี เช่น โครงการวัน แบงค็อก ที่มีเซนเซอร์ IoT มากถึง 500,000 จุด ซึ่งจำเป็นต้องมีระบบควบคุมผ่านคลาวด์
ขณะเดียวกัน ความเชื่อเดิมที่ว่าระบบ OT ในโรงงานตัดขาดจากอินเทอร์เน็ต (Air-gapped) ก็เปลี่ยนไป เนื่องจากผู้บริหารต้องการดึงข้อมูลหน้างานมาวิเคราะห์ ทำให้เกิดความเสี่ยงแบบ Supply Chain Attack ตามมา โดยเฉพาะโรงงานในไทยที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของญี่ปุ่น ซึ่งต้องปฏิบัติตามมาตรฐานใหม่อย่าง JPIA อย่างเข้มงวด เพราะหากสายการผลิตถูกเจาะจนต้องหยุดชะงัก การสืบหาต้นตอ (Patient Zero) อาจกินเวลานานนับเดือน สร้างความเสียหายมหาศาล
ด้านภาครัฐ โดยสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ได้ปรับบทบาทเชิงรุก กระจายศูนย์ตอบสนองเหตุฉุกเฉินจากเดิมที่มีเพียง ThaiCERT ไปสู่การจัดตั้ง Sectoral CERT เฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ ภาคธนาคาร (TB-CERT), โทรคมนาคม, ประกันภัย, พลังงาน และสาธารณสุข เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลภัยคุกคามแบบไม่เปิดเผยตัวตน (Anonymous) ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันในภาพรวม

ขยับจาก MFA สู่ Zero Trust พร้อมปักหมุดรับมือภัยยุค Quantum
ในมิติของการป้องกัน ดร.ศุภกร ระบุว่า มาตรการยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (MFA) ถือเป็นเพียง Cyber Hygiene ขั้นพื้นฐาน แต่ไม่เพียงพอต่อการรับมือการโจมตีขั้นสูง เช่น การขโมย Session หรือการปลอมแปลงตัวตนด้วย Deepfake ทำให้องค์กรต้องเร่งนำสถาปัตยกรรม Zero Trust เข้ามาปรับใช้ โดยระบบจะคอยตรวจสอบความเสี่ยง (Risk Score) อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรม เวลา หรือสถานที่เชื่อมต่อ หากพบสิ่งผิดปกติ ระบบจะสั่งจำกัดสิทธิ์หรือตัดการเข้าถึงทันที
นอกจากนี้ ยังต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยคุกคามจาก Quantum Computing ในอนาคต โดยเฉพาะความเสี่ยงประเภท “Harvest Now, Decrypt Later” หรือการที่แฮกเกอร์ขโมยข้อมูลที่เข้ารหัสไว้ในปัจจุบันเพื่อรอใช้วิธีถอดรหัสเมื่อคอมพิวเตอร์ควอนตัมพัฒนาเต็มที่
ซึ่งแนวทางแก้ไขแบบยั่งยืนที่ตัวแอปพลิเคชันต้องใช้เวลาและงบประมาณสูง เพราะฉะนั้นแนวทางเร่งด่วน จึงเป็นการนำอุปกรณ์เกตเวย์หรือไฟร์วอลล์ที่รองรับอัลกอริทึม Post-Quantum Cryptography (PQC) มาวางขวางเพื่อปกป้องทราฟฟิกขาเข้าองค์กรก่อน ซึ่งระบบปฏิบัติการ FortiOS ได้พัฒนาให้รองรับ PQC เป็นฟีเจอร์พื้นฐานเรียบร้อยแล้ว
ฟอร์ติเน็ตไทยโตเบอร์ 2 อาเซียน เพิ่มทีมขาย 30% รุก Large Enterprise
จากความตื่นตัวดังกล่าว สะท้อนให้เห็นผ่านงบประมาณด้าน Cybersecurity ขององค์กรไทยที่ขยับจาก 3% ขึ้นมาอยู่ที่ 5–10% ของงบไอทีทั้งหมด โดยประเมินว่ามูลค่าตลาดความปลอดภัยไซเบอร์ในไทยปี 2025 อยู่ที่ประมาณ 480 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เติบโตเฉลี่ย 12% ต่อปี) และมีแนวโน้มทะลุ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ ซึ่งกลุ่มธุรกิจการเงิน (FSI) มีสัดส่วนการลงทุนสูงสุดถึง 23%
ปัจจุบัน ฟอร์ติเน็ต ประเทศไทย ก้าวขึ้นเป็นตลาดที่เติบโตเป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากสิงคโปร์ พร้อมประกาศเพิ่มทีมงานฝ่ายขายอีก 30% เพื่อมุ่งขยายฐานลูกค้ากลุ่ม Large Enterprise ทั้งสถาบันการเงิน โทรคมนาคม และพลังงาน โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เติบโตโดดเด่น ได้แก่
- SecOps (Security Operations): การใช้ AI บริหารจัดการระบบศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัย
- Unified SASE: ที่มีการลงทุนตั้งโหนด SASE POP ในไทย
- OT Security: ในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ รูปแบบธุรกิจยังปรับตัวสู่การให้บริการแบบ Managed Services ร่วมกับพันธมิตรกลุ่มโทรคมนาคม (Telco) และ System Integrator มากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าระดับองค์กรที่ต้องการคิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริง (Consumption-based)
ขณะที่ตลาดภาครัฐยังคงมีความท้าทายจากระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างที่ขาดความยืดหยุ่น โดยเฉพาะปัญหาราคาอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้หลายหน่วยงานเลือกที่จะต่อสัญญาบำรุงรักษา (MA) แทนการเปิดโครงการจัดซื้อใหม่
ดัน FortiAIGateway คุมความเสี่ยง Shadow AI
สำหรับทิศทางเทคโนโลยีในช่วงครึ่งปีหลัง การใช้งาน AI ในระบบรักษาความปลอดภัยจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ AI for Security ที่เน้นนำ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์แจ้งเตือนและตั้งค่าระบบ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรด้านความปลอดภัยไซเบอร์ทั้งในองค์กรขนาดเล็กและขนาดใหญ่
และอีกส่วนคือ Security for AI ที่มุ่งเน้นการควบคุมความปลอดภัยในการใช้งาน AI ขององค์กร ซึ่งฟอร์ติเน็ตเตรียมผลักดันโซลูชัน FortiAIGateway ทำหน้าที่เป็นตัวคั่นกลางระหว่างผู้ใช้งานกับโมเดล AI เพื่อคัดกรองชุดคำสั่ง (Prompt) ป้องกันข้อมูลสำคัญรั่วไหล ควบคุมให้สอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) รวมถึงการตรวจจับและสแกนการแอบใช้งานปัญญาประดิษฐ์ภายนอกโดยไม่ได้รับอนุญาต (Shadow AI) ซึ่งคาดว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์เรือธงตัวใหม่ที่เข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้กับองค์กรไทยในยุคที่การแข่งขันทางไซเบอร์วัดกันด้วยความเร็วระดับ Machine Speed







