นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในงานเปิดตัว LINE MAN Wongnai Merchant AI Accelerator ว่า รัฐบาลเดินหน้าความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนมาตรการฟื้นฟูและสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจฐานราก ผ่านการต่อยอดโครงการคนละครึ่ง สู่โครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาปากท้องควบคู่กับการยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ
ที่มาของโครงการดังกล่าว เกิดขึ้นจากการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งผู้ประกอบการและประชาชนต้องเผชิญกับภาระภาษีและวิกฤตราคาพลังงาน ภาครัฐจึงเข้ามาช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนกว่า 26 ล้านคน พร้อมทั้งเพิ่มกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลให้ร้านค้ารายย่อยมียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
เอกนิติ ย้ำว่า การกระตุ้นกำลังซื้อเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการสร้างความยั่งยืน ความหมายของคำว่า “พลัส” คือการเติมเต็มองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่ให้กับร้านค้า โดยความร่วมมือกับ LINE MAN Wongnai ในครั้งนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การ Upskill และ Reskill รวมถึงการนำระบบ POS และการขายบนแพลตฟอร์มเดลิเวอรีเข้ามาปรับใช้ ช่วยให้ร้านค้าชุมชนที่เคยขายเฉพาะในตลาดสามารถขยายช่องทางจำหน่าย สร้างยอดขายและรายได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าโครงการอุดหนุนระยะสั้นจะสิ้นสุดลงไปแล้วก็ตาม
หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะต่อไป รัฐบาลได้วางกลไกฟื้นฟูและยกระดับผู้ประกอบการ 5 มิติ ได้แก่:
- ลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นกำลังซื้อ: อัดฉีดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบ เพื่อกระจายรายได้สู่ผู้ค้ารายย่อยโดยตรง
- ขยายช่องทางตลาดผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล: เปลี่ยนร้านค้าดั้งเดิมสู่การค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์มอย่าง LINE MAN Wongnai เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
- ติดอาวุธเทคโนโลยีและ AI ขับเคลื่อนธุรกิจ: นำ AI อย่าง “จีนี่” (Genie) และ “นกกระซิบ” เข้ามาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค บริหารจัดการสต็อกวัตถุดิบอย่างแม่นยำ ลดของเหลือทิ้ง และเพิ่มผลกำไรให้กับผู้ประกอบการ
- เชื่อมโยงแหล่งทุนผ่านดิจิทัล: นำระบบธนาคารเข้าสู่แอปพลิเคชันโดยตรง เช่น แอปถุงเงิน และ LINE MAN ทำให้ผู้ค้าสามารถเข้าถึง “สินเชื่อนกกระซิบ” ได้ทันทีโดยไม่ต้องเดินทางไปสาขา
- แก้ข้อจำกัดด้านหลักประกัน: ดึงบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) มาร่วมค้ำประกันสินเชื่อให้กับผู้ค้าที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ปิดช่องว่างทางการเงินและป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ
สำหรับประเด็นการบริหารจัดการงบประมาณและภาระหนี้ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เอกนิติ ระบุว่า ภาครัฐได้เตรียมเครื่องมือรับมือวิกฤตพลังงานไว้ 3 รูปแบบ เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการพยุงค่าครองชีพกับความมั่นคงทางการคลัง โดยเครื่องมือแรกคือการใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
เครื่องมือที่สองคือการขอความร่วมมือดึงผลประโยชน์ส่วนเกินหรือค่าการกลั่นของโรงกลั่นน้ำมันตามข้อเสนอของคณะกรรมการกำกับดูแล เพื่อนำมาช่วยลดราคาน้ำมันให้แก่ประชาชน และเครื่องมือที่สามคือการพิจารณามาตรการภาษีสรรพสามิตน้ำมัน
ทั้งนี้ การนำมาตรการภาษีสรรพสามิตมาใช้จำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบตามกรอบวินัยการเงินการคลัง เพื่อไม่ให้กระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศตามที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Fitch Ratings ได้ประเมินไว้
โดยหากมีการปรับลดภาษีสรรพสามิตในอนาคต รัฐบาลมีหลักการชัดเจนว่าจะต้องมุ่งเน้นไปที่พลังงานชีวภาพอย่าง E20 และ B20 เป็นหลัก เพื่อให้ผลประโยชน์จากการลดภาษีตกถึงมือเกษตรกรไทยผู้ปลูกอ้อย มันสำปะหลัง สำหรับผลิตเอทานอล และเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันสำหรับผลิตไบโอดีเซลโดยตรง ควบคู่กับการควบคุมเพดานการขาดดุลงบประมาณและช่องว่างทางการคลัง (Fiscal Space) ให้เป็นไปตามกฎหมาย
–กางโรดแมป Digital Tower นำร่องสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง ดัน Green ATM สู่ฮับการบินภูมิภาค







