ดีอี ปฏิรูปเตือนภัยน้ำท่วมให้เข้าใจง่าย ยันรอบนี้ไม่ซ้ำรอยปี 54

ดีอี ปฏิรูปเตือนภัยน้ำท่วมให้เข้าใจง่าย ยันรอบนี้ไม่ซ้ำรอยปี 54

หลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2569 มีมติมอบหมายให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) บูรณาการทำงานร่วมกับกรมประชาสัมพันธ์ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) กรมอุตุนิยมวิทยา และสำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จัดตั้งเครือข่ายสื่อสารภาวะวิกฤตทางข้อมูลน้ำและสภาพอากาศให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ภายใต้ระบบ One Single Command เพื่อแก้ไขปัญหาการสื่อสารที่ล่าช้าและเข้าใจยาก พร้อมสั่งปรับเปลี่ยนรูปแบบการแจ้งเตือนภัยทั้งหมดให้เป็นภาษาที่เข้าใจง่ายและเข้าถึงประชาชนได้อย่างทันท่วงที

พชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีและนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ได้มอบนโยบายเร่งด่วนให้ถอดศัพท์เทคนิคและภาษาทางการออกจากการแจ้งเตือนภัย เนื่องจากที่ผ่านมาแม้กรมอุตุนิยมวิทยาจะออกประกาศแจ้งเตือนสถานการณ์ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน แต่การใช้ถ้อยคำเชิงวิชาการ เช่น คำว่าหย่อมความกดอากาศต่ำ ทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจได้ยากและประเมินความเสี่ยงไม่ถูก

ทางกระทรวงดีอีจึงได้วางแนวทางพัฒนาระบบเตือนภัยใหม่ โดยเตรียมกำหนดระดับความวิกฤตออกมาเป็นตัวเลขและแถบสีที่ชัดเจน เช่น ระดับ 1 ถึง 5 หรือ 10 เพื่อเทียบเคียงระดับความรุนแรงกับเหตุการณ์ในอดีต อาทิ มหาอุทกภัยปี 2554 น้ำท่วมใหญ่หาดใหญ่ หรือเหตุการณ์แผ่นดินไหว เพื่อให้ประชาชนเห็นภาพชัดเจนและเตรียมความพร้อมรับมือล่วงหน้าได้ทันที

โดยกรมประชาสัมพันธ์พร้อมทำหน้าที่เป็นหน่วยสนับสนุนและเป็นช่องทางส่งต่อข้อมูลข่าวสารร่วมกับ อสมท โดยเชื่อมโยงข้อมูลตรงจากศูนย์ข้อมูลข่าวสารกลางทำเนียบรัฐบาล หรือ JICC (Joint Information Center and Communication) ซึ่งมีโฆษกรัฐบาลแถลงข่าวอัปเดตสถานการณ์ประจำวันในเวลาประมาณ 10:00 น.

ทั้งนี้ กรมประชาสัมพันธ์ได้ปรับการทำงานโดยล้มผังรายการสถานีโทรทัศน์ NBT2HD เพื่อเปิดหน้าจอรับเรื่องร้องเรียน ประสานงานช่วยเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเตียงและกลุ่มเปราะบางกว่า 100 ราย พร้อมกระจายข่าวสารผ่านสถานีโทรทัศน์ภูมิภาค 4 สถานี คลื่นวิทยุ 100 คลื่น 75 สถานี เครือข่ายออนไลน์กว่า 700 บัญชี และหอกระจายข่าวร่วมกับกระทรวงมหาดไทยอีกกว่า 80,000 แห่งทั่วประเทศ

ทั้งยังเปิดกล่องข้อความ (Inbox) เป็นศูนย์กลางรับเรื่องร้องเรียนความเดือดร้อนของประชาชน และร่วมมือกับศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมของกระทรวงดีอีในการตรวจสอบข้อมูลเท็จเพื่อไม่ให้สังคมเกิดความตื่นตระหนก

นอกจากนี้ อสมท. ได้เตรียมความพร้อมรายงานสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านสถานีโทรทัศน์ดิจิทัล ช่อง 9 MCOT HD หมายเลข 30 เครือข่ายวิทยุ MCOT Radio Network ทั่วประเทศ และช่องทางออนไลน์ของสำนักข่าวไทย โดยจัดทำตัววิ่งรายงานข้อมูลเร่งด่วนตลอดทั้งวัน พร้อมประสานข้อมูลตรงกับกรมอุตุนิยมวิทยาและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เพื่อส่งต่อข้อมูลพยากรณ์อากาศที่ปรับความถี่การรายงานในโลกออนไลน์เกือบทุกชั่วโมง เพื่อให้ประชาชนใช้เป็นปัจจัยสำคัญในการวางแผนชีวิตประจำวัน

ขณะที่ สุกันยาณี ยะวิญชาญ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ยอมรับข้อเสนอแนะและเสียงสะท้อนจากประชาชน โดยได้สั่งการปรับรูปแบบเนื้อหาให้สั้น กระชับ ตอบคำถามสำคัญ 4 ด้านทันที ได้แก่ จะเกิดอะไรขึ้น พื้นที่ไหน ช่วงเวลาใด รุนแรงระดับใด และประชาชนต้องปฏิบัติตัวอย่างไร

พร้อมนำข้อมูลผลตรวจวัดเรดาร์แบบเรียลไทม์มาจัดทำ Facebook Live รายงานสถานการณ์ทุก 1 ชั่วโมง และปรับถ้อยคำแจ้งเตือน เช่น ชี้แจงตรงไปตรงมาว่ากลุ่มฝนยังไม่พักและกำลังขยายพื้นที่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

นอกจากนี้ ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลพยากรณ์ที่อัปเดตทุก 6 ชั่วโมงผ่านเว็บไซต์ tmd.go.th แอปพลิเคชัน “TMD พยากรณ์” โทรศัพท์สายด่วน 1182 และสถานีวิทยุกรมอุตุนิยมวิทยา

สำหรับข้อกังวลของประชาชนต่อสถานการณ์น้ำเหนือว่าจะส่งผลกระทบจนซ้ำรอยวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 หรือไม่นั้น ที่ประชุมได้วิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบและระบุว่า สถานการณ์ในปัจจุบันแตกต่างจากปี 2554 อย่างสิ้นเชิง เนื่องจากเขื่อนกักเก็บน้ำหลักทางภาคเหนือยังสามารถรองรับน้ำได้อีกจำนวนมาก โดยเขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำอยู่ที่ประมาณ 60% ของความจุ และเขื่อนสิริกิติ์อยู่ที่ประมาณ 80% ซึ่งอัตราการปล่อยน้ำของกรมชลประทานผ่านเขื่อนเจ้าพระยายังอยู่ในระดับควบคุมได้ที่ประมาณ 1,000 กว่าลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือคิดเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของขีดความสามารถการระบายน้ำ

ตัวแทนกรมอุตุนิยมวิทยาและคณะผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารจัดการน้ำ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ปัญหาน้ำท่วมขังในปัจจุบันเกิดจากฝนที่ตกสะสมใต้เขื่อนในเขตลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง จากอิทธิพลของกลุ่มฝนหมุนวนขนาดใหญ่และร่องฝนที่ดึงลมมรสุมเข้ามาปะทะแนวเทือกเขาฝั่งตะวันตก ส่งผลให้น้ำเอ่อล้นตลิ่งในระบบลำน้ำรอง เช่น จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี นครปฐม และพื้นที่ลุ่มแม่น้ำบางปะกงในจังหวัดสระแก้ว ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา รวมถึงพื้นที่ลุ่มต่ำในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งมีข้อจำกัดเรื่องน้ำทะเลหนุนสูงชะลอการระบายน้ำ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กลุ่มฝนหมุนวนศูนย์กลางใหญ่ได้เคลื่อนตัวออกสู่ทะเลอันดามันแล้ว ทำให้ปริมาณฝนสะสมฝั่งตะวันตกและภาคกลางเริ่มลดลง โดยฝนจะเคลื่อนตัวขึ้นสู่ภาคเหนือราว 3–4 วัน ก่อนที่มวลอากาศเย็นระลอกใหม่จากจีนจะแผ่ลงมาในช่วงวันที่ 6–8 ตุลาคม ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้บูรณาการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเพื่อบริหารจัดการน้ำออกสู่อ่าวไทยให้เร็วที่สุด

–AIS ตรึงโครงข่ายสู้ภัยน้ำท่วม ส่งโมบายล์ยูนิตเสริมศูนย์พักพิง-ใช้ AI บริหารสัญญาณ 24 ชม.