สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เดินหน้าโครงการประกันภัยพิบัติร่วมกับรัฐบาลอย่างเป็นทางการ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 00.01 น. ของวันที่ 1 ตุลาคม เป็นต้นไป เพื่อเปลี่ยนบทบาทภาครัฐจากการเยียวยาหลังเกิดเหตุ มาเป็นการบริหารงบประมาณและโอนย้ายความเสี่ยงสู่ระบบประกันภัยอย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมที่อยู่อาศัยทั่วประเทศราว 30 ล้านหลังคาเรือน (มีช่วงบวกลบประมาณ 5% ตามการจัดสรรเลขที่บ้านของกรมการปกครอง) สิ้นสุดระยะเวลาความคุ้มครองในวันที่ 1 ตุลาคมของปีถัดไป เวลา 16.30 น.
ชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. เปิดเผยว่า โครงการนี้ให้ความคุ้มครองภัยธรรมชาติ 3 รูปแบบ ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว วงเงินทุนประกันภัยรวมสูงสุดภัยละ 100,000 บาท โดยมีโครงสร้างการชดใช้สินไหมทดแทนแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ
- ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น (First Trigger): จ่ายเต็มจำนวน 100% ทันที กรณีอุทกภัยจ่าย 10,000 บาทแรก ส่วนวาตภัยและแผ่นดินไหวจ่าย 5,000 บาทแรก โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ พื้นที่นั้นต้องได้รับการประกาศเป็นเขตภัยพิบัติจากผู้ว่าราชการจังหวัดหรือกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และตัวบ้านเรือนของผู้เอาประกันต้องได้รับความเดือดร้อนจริง หากอยู่ในเขตประกาศแต่ตัวบ้านไม่ได้รับความเสียหาย จะไม่มีสิทธิ์ขอรับเงินชดเชย
- ค่าเสียหายส่วนเกิน: จะประเมินและชดใช้ตามความเสียหายจริง ซึ่งภาคธุรกิจประกันภัยได้เตรียมนำเทคโนโลยี AI และการสำรวจผ่านภาพถ่ายเข้ามาช่วยคำนวณ เพื่อให้กระบวนการอนุมัติสินไหมเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยตั้งเป้าจ่ายเงินชดเชยให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน นับจากวันที่ยื่นเอกสารและหลักฐานครบถ้วน
นอกจากความคุ้มครองด้านโครงสร้างและสิ่งปลูกสร้างติดตั้งตรึงตราแล้ว กรมธรรม์ยังครอบคลุมกรณีการสูญเสียชีวิตจากทั้ง 3 ภัย วงเงิน 2,000,000 บาทต่อราย (จ่ายให้แก่ทายาทโดยธรรม) และกรณีทุพพลภาพถาวร จ่าย 200,000 บาทต่อราย
สำหรับขอบเขตความคุ้มครอง เลขาธิการ คปภ. ย้ำชัดเจนว่า ให้สิทธิ์เฉพาะ “ที่อยู่อาศัยที่มีผู้อยู่อาศัยจริง” เท่านั้น ไม่ครอบคลุมบ้านรกร้างไม่มีผู้อยู่ อาคารสำนักงาน หรือทรัพย์สินประเภทเฟอร์นิเจอร์ลอยน้ำ ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องเป็น “ภัยระลอกใหม่” ที่เกิดขึ้นหลังเริ่มมีผลคุ้มครอง หากเป็นความเสียหายเดิมที่ท่วมหรือเกิดขึ้นมาก่อนวันที่ 1 ตุลาคม จะต้องใช้เกณฑ์การเยียวยาของภาครัฐผ่านกลไก ปภ. ตามเดิม โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะใช้ภาพถ่ายดาวเทียมทางอากาศเป็นหลักฐานในการตรวจสอบข้อเท็จจริง
ด้านกระบวนการยื่นเคลม สมาคมประกันวินาศภัยไทยได้พัฒนาแพลตฟอร์มรองรับ เพื่อให้ประชาชนยื่นข้อมูลออนไลน์ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ทั้งนี้ ยืนยันว่าหากประชาชนประสบเหตุฉุกเฉินจนไม่สามารถถ่ายภาพความเสียหายไว้ได้ หรือไม่มีโทรศัพท์มือถือและไม่ได้ผูกบัญชีพร้อมเพย์ สิทธิ์ในการรับเงินเยียวยายังคงอยู่ครบถ้วน โดยสามารถใช้ร่องรอยคราบน้ำเป็นหลักฐาน และรับเงินผ่านช่องทางอื่นทดแทนได้
ส่วนความกังวลว่าโครงการนี้จะสร้างความเสียหายทางการเงินแก่บริษัทประกันจนซ้ำรอยวิกฤต “เจอ จ่าย จบ” ในอดีตหรือไม่นั้น เลขาธิการ คปภ. ให้ความมั่นใจว่า จะไม่เกิดขึ้นซ้ำรอยอย่างแน่นอน เนื่องจากบริษัทประกันภัยที่เข้าร่วมกว่า 10 แห่ง ได้ทำการกระจายความเสี่ยงด้วยการส่งประกันภัยต่อไปยังต่างประเทศ (Reinsurance) ขณะที่ คปภ. เองมีกลไกตรวจสอบสถานะความมั่นคงทางการเงินของทุกบริษัทอย่างใกล้ชิดและรัดกุม







