Starbucks กำลังเดินหน้าแผนฟื้นฟูกิจการครั้งสำคัญภายใต้การนำทัพของประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Brian Niccol โดยมีการยื่นเอกสารเมื่อวันที่ 24 กันยายน ระบุการปิดสาขาในแถบอเมริกาเหนือราว 250 แห่ง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างองค์กรประมาณ 300 ล้านดอลลาร์ และเป็นค่าใช้จ่ายในรูปแบบเงินสด 200 ล้านดอลลาร์ การปรับลดจำนวนสาขาในครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 2 เดือนหลังจากบริษัทเพิ่งปรับเพิ่มคาดการณ์ผลประกอบการ และยังคงเป้าหมายการขยายสาขาสุทธิใหม่ไว้ที่ 600 ถึง 650 แห่ง
การตัดสินใจตัดแต่งโครงข่ายสาขาเกิดขึ้นท่ามกลางตัวเลขยอดขายสาขาเดิม (Comparable Store Sales หรือ Comps) ในสหรัฐฯ ประจำไตรมาสที่ 3 ปี 2026 ที่เติบโต 7.9% อย่างไรก็ตาม Cathy Smith ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน ชี้แจงว่า ราวครึ่งหนึ่งหรือเกือบครึ่งหนึ่งของการเติบโตดังกล่าว มาจากการปิดสาขา การโอนย้ายยอดขายไปยังสาขาใกล้เคียง และการเติบโตของบริการเดลิเวอรี ส่งผลให้อัตรากำไร (Margin) กลายเป็นดัชนีชี้วัดสถานะทางการเงินที่สะท้อนความเป็นจริงได้ชัดเจนกว่ายอดขาย
เส้นทางฟื้นตัวของอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (EBIT Margin) จากข้อมูลของ TIKR แสดงให้เห็นว่า Starbucks เคยทำไว้ที่ 14.77% ในปีงบประมาณ 2019 และขยับแตะ 16.18% ในปีงบประมาณ 2021 จากนั้นทรงตัวระหว่าง 13.78% ถึง 15.36% ตลอดปีงบประมาณ 2024 ก่อนจะร่วงลงมาอยู่ที่ 9.90% ในปีงบประมาณ 2025 สำหรับไตรมาสที่ 3 ล่าสุด อัตรากำไรจากการดำเนินงานรวมตามเกณฑ์ Non-GAAP เด้งขึ้นมาอยู่ที่ 14.4% แต่ตัวเลขดังกล่าวได้รับปัจจัยหนุนชั่วคราวจากการคืนเงินภาษีศุลกากรที่เข้ามาหักลบกับต้นทุนใน 3 ไตรมาสแรก ทำให้ต้นทุนผลิตภัณฑ์และการกระจายสินค้าตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันอยู่ที่ 32.3% ซึ่งสูงกว่าตัวเลขเฉพาะไตรมาส 3 ที่ 30.3% นอกจากนี้ ธุรกิจร่วมทุนใหม่ในจีนยังช่วยหนุนโครงสร้าง โดยทำรายได้ในไตรมาส 3 ที่ 53 ล้านดอลลาร์ พร้อมอัตรากำไรจากการดำเนินงานที่สูงกว่า 100%
เป้าหมายอัตรากำไรที่ผู้บริหารคาดการณ์ไว้เหนือ 11% แม้จะฟื้นตัวจากระดับ 9.90% ของปีงบประมาณ 2025 แต่ยังคงต่ำกว่าระดับผลงานในอดีตเกือบทุกปียกเว้นปี 2020 และ 2025 การยอมจ่ายเงินสดเพื่อปิดสาขาที่ผลงานต่ำกว่ามาตรฐานแบรนด์ถือเป็นต้นทุนในการกอบกู้สถานะ ขณะที่ความเสี่ยงที่ยังต้องติดตามคือคุณภาพของกำไร เนื่องจากเงินคืนภาษีเป็นรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว และยอดขายบางส่วนเป็นเพียงการย้ายทำเลของลูกค้าเท่านั้น โดยบททดสอบสำคัญถัดไปจะอยู่ที่การแถลงผลประกอบการไตรมาสที่ 4 ซึ่งเบื้องต้นกำหนดไว้วันที่ 29 ตุลาคม หากอัตรากำไรยังคงยืนใกล้ระดับไตรมาส 3 ได้โดยไม่มีเงินภาษีหนุน และแนวโน้มปีงบประมาณ 2027 ชี้ถึงการขยายตัวต่อเนื่อง จะเป็นสัญญาณยืนยันว่าการรีเซ็ตสาขาช่วยคืนกำไรอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการซ่อมแซมตัวเลขระยะสั้น
ในฝั่งของการบริหารจัดการประสบการณ์ลูกค้า Brian Niccol กำลังเร่งแก้ไขจุดบกพร่องหลังจากระบบ Mobile Ordering ในอดีตทำให้เสน่ห์ของร้านลดลง เกิดความแออัด และบาริสต้าต้องรับภาระงานหนัก การปรับทิศทางใหม่มุ่งเน้นการยกระดับบริการภายในร้าน ให้พนักงานสร้างปฏิสัมพันธ์ที่เป็นมิตรและดึงบรรยากาศความเป็นธุรกิจชุมชนกลับมา ซึ่งเริ่มเห็นผลเชิงบวกในหลายสาขา หนุนให้ราคาหุ้นฟื้นตัวขึ้น 12% ในปีนี้ แม้ว่าภาพรวมในรอบ 5 ปีจะยังเคลื่อนไหวค่อนข้างทรงตัว
ในมิติด้านมูลค่าพื้นฐาน หุ้น Starbucks ยังเผชิญเพดานจาก Valuation ที่ค่อนข้างตึงตัว โดยคาดการณ์กำไรต่อหุ้นล่วงหน้า (Forward Adjusted EPS) อยู่ที่ราว 3.12 ดอลลาร์ คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรล่วงหน้า (Forward P/E) ที่ประมาณ 30 เท่า และมี Enterprise Value ต่อ EBITDA ล่วงหน้าอยู่ที่ 17.6 เท่า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมที่อยู่ราว 12 เท่า อย่างไรก็ดี บริษัทยังมีปัจจัยหนุนความยืดหยุ่นทางการเงินจากการขายหุ้น 60% ในธุรกิจค้าปลีกที่จีน ซึ่งเสร็จสิ้นไปเมื่อเดือนเมษายน เปิดโอกาสให้บริษัทเดินหน้าซื้อหุ้นคืนในอนาคตควบคู่ไปกับการจ่ายเงินปันผลต่อเนื่อง
ด้านกลยุทธ์ตลาดอนุพันธ์ Mike Khouw ประเมินว่าค่าความผันผวนแฝง (Implied Volatility) ของ Starbucks ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับสูงกว่าความผันผวนจริงอย่างชัดเจน ชี้ว่าราคาพรีเมียมของออปชันมีมูลค่าแพงเกินความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น จึงเปิดมุมมองการลงทุนในรูปแบบ Short Strangle สัญญาเดือนพฤศจิกายน โดยขายสัญญาพุทที่ราคาใช้สิทธิ 85 ดอลลาร์ และขายสัญญาคอลที่ราคาใช้สิทธิ 105 ดอลลาร์ ได้รับเครดิตสุทธิ 2.25 ดอลลาร์ เพื่อเก็บค่าพรีเมียมระหว่างที่การฟื้นตัวดำเนินไป ท่ามกลางภาวะการเติบโตระดับปานกลางและมูลค่าหุ้นที่ค่อนข้างสูง
ภาพประกอบจาก FB
–KAMU KAMU เปิดตัว “Yothé” ปั้นหมวดใหม่ “โยเกิร์ตผสมชา” ปักหมุด Emsphere




