จีนสั่งปิด-ควบรวมสถาบันการเงินกว่า 670 แห่งตลอดปี 2025

จีนสั่งปิด-ควบรวมสถาบันการเงินกว่า 670 แห่งตลอดปี 2025

ทางการจีนเร่งเดินหน้าจัดระเบียบภาคการเงินครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ ด้วยการสั่งปิด ยุบเลิก และควบรวมกิจการธนาคารพาณิชย์ขนาดเล็กไปมากกว่า 670 แห่งตลอดปี 2025 คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 1 ใน 4 ของจำนวนสถาบันการเงินทั้งประเทศ โดยมีเป้าหมายหลักในการเสริมเสถียรภาพและกำจัดจุดเปราะบางในระบบการเงิน ท่ามกลางภาวะการชะลอตัวทางเศรษฐกิจและวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงยืดเยื้อ

รายงานการวิเคราะห์จาก Fitch Ratings ซึ่งอ้างอิงข้อมูลของสำนักงานกำกับดูแลการเงินแห่งชาติของจีน (NFRA) ระบุว่า การปรับโครงสร้างระลอกนี้ส่งผลให้จำนวนสถาบันการเงินในจีนลดลงเหลือ 3,139 แห่ง หรือลดลงถึง 23% ภายในระยะเวลา 4 ปี (จนถึงปี 2025)

โดยสถาบันการเงินที่ถูกปิดตัวลงเกือบทั้งหมดเป็นธนาคารพาณิชย์ในระดับชนบทและระดับเมือง ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนไหวที่สุดของระบบการเงินจีนเนื่องจากปัญหาคุณภาพสินทรัพย์ย่ำแย่ ฐานเงินทุนต่ำ และมีข้อบกพร่องด้านการกำกับดูแลกิจการ โดยเฉพาะในภูมิภาคที่เศรษฐกิจยังพัฒนาน้อย

ผลการดำเนินงานของกลุ่มธนาคารชนบทสะท้อนถึงแรงกดดันทางการเงินอย่างชัดเจน โดยอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) ลดลงเหลือ 0.45% ในช่วงครึ่งแรกของปี เทียบกับระดับ 0.56% ในปี 2021 ขณะที่สัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) พุ่งสูงแตะ 2.8% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภาคธนาคารทั้งระบบที่ 1.5% เนื่องจากธนาคารท้องถิ่นเหล่านี้ปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจขนาดเล็ก ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และเครื่องมือทางการเงินของรัฐบาลท้องถิ่น (LGFVs) ในสัดส่วนที่สูง

นอกจากการทยอยปิดและควบรวมธนาคารในชนบทแล้ว สถาบันการเงินระดับเมืองก็เริ่มเข้าสู่กระบวนการควบคุมอย่างใกล้ชิด เช่น กรณีที่ทางการเมืองอู่ฮั่นเข้าควบคุมกิจการ Z-Bank ซึ่งมีสินทรัพย์ 1.24 แสนล้านหยวน ก่อนจะโอนกิจการให้ Hankou Bank เข้ามารับช่วงต่อ ซึ่งถือเป็นการเข้ายึดกิจการธนาคารครั้งแรกนับตั้งแต่กรณีของ Baoshang Bank ในเขตปกครองตนเองมองโกเลียในเมื่อปี 2019 โดยในมองโกเลียในเอง การควบรวมภายใต้ Inner Mongolia Rural Commercial Bank ทำให้จำนวนธนาคารลดลงจากมากกว่า 100 แห่ง เหลือเพียง 12 แห่งในปัจจุบัน

Fitch Ratings ประเมินว่า การผลักดันให้เกิดการควบรวมเพื่อสร้างสถาบันการเงินที่มีขนาดใหญ่ขึ้น มีเงินทุนเข้มแข็ง และโปร่งใสมากขึ้น จะช่วยลดช่องว่างในการหลบเลี่ยงกฎระเบียบและปิดความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง ทั้งนี้ ปัญหาของธนาคารขนาดเล็กไม่น่าจะลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตเชิงระบบ (Systemic Risk) เนื่องจากการดำเนินงานส่วนใหญ่จำกัดอยู่เฉพาะในท้องถิ่น และมีส่วนร่วมในตลาดกู้ยืมระหว่างธนาคาร (Interbank) ในระดับต่ำ

การล้างบางภาคธนาคารท้องถิ่นเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจของจีน โดยการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2 ขยายตัวเพียง 4.3% ซึ่งเป็นอัตราที่ชะลอตัวที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022 ขณะที่กำไรภาคอุตสาหกรรมในเดือนสิงหาคมเติบโตเพียง 4.2% ต่อปี ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดของปี

นอกจากนี้ ภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำ ภาวะเงินฝืด และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่แคบลง ยังกดดันผลกำไรของธนาคารทั่วประเทศ จนทำให้รัฐบาลต้องเข้ามาเสริมทุนให้แก่สถาบันการเงินรายใหญ่ไปพร้อมกัน เพื่อป้องกันความเชื่อมั่นของผู้ฝากเงินและรักษาเสถียรภาพโดยรวมของระบบ

ที่มา 1 , 2 , 3

–คปภ. ดีเดย์ “ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” คุ้มครอง 30 ล้านครัวเรือน จ่ายเบื้องต้นทันที 1 หมื่น ย้ำชัดเคลมเฉพาะ “ภัยใหม่”