vivo เผยโฉม OriginOS 7 ระบบปฏิบัติการเวอร์ชันใหม่อย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด “Smartly Smooth” มุ่งเน้นการปฏิวัติความลื่นไหลระดับสถาปัตยกรรม พร้อมยกระดับปัญญาประดิษฐ์ (AI) สู่การเป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่เชื่อมโยงการทำงานแบบไร้รอยต่อข้ามอุปกรณ์ ตอบโจทย์ทั้งประสิทธิภาพการใช้งานระดับสูง ความคล่องตัวในการทำงาน และดีไซน์อินเทอร์เฟซที่ปรับแต่งได้อย่างอิสระ
ด้านความลื่นไหลและการประมวลผล OriginOS 7 มาพร้อมระบบ Ultra-Core Computing ที่จัดสรรทรัพยากรการประมวลผลอัจฉริยะในสถานการณ์ใช้งานหนัก เช่น การเล่นเกม มัลติทาสก์ หรือการรับชมวิดีโอต่อเนื่อง ส่งผลให้เปิดแอปพลิเคชันขณะ Cold Start ได้เร็วขึ้น 10% และสลับหน้าจอแอปพลิเคชันเร็วขึ้น 11%
ขณะที่ฟีเจอร์ Memory Fusion ได้รับการปรับปรุงโครงสร้าง Kernel File System และการจัดการหน่วยความจำใหม่ ช่วยเพิ่มความเร็วในการดึงคืนหน่วยความจำ (Memory Reclamation) ขึ้น 60% พร้อมคืนพื้นที่จัดเก็บข้อมูลได้สูงสุดถึง 25 GB บนสมาร์ทโฟนความจุ 256 GB
นอกจากนี้ยังเปิดตัวสถาปัตยกรรม Dual Rendering ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรนเดอร์ภาพกราฟิกขึ้น 14.4% เสริมด้วยการรับรองความลื่นไหลระยะยาว Sustained Smoothness ที่ผ่านการทดสอบ Anti-aging ในห้องปฏิบัติการของ vivo สูงสุดถึง 72 เดือน
ในแง่ของระบบสัมผัสและแอนิเมชัน ตัวระบบใช้เทคโนโลยี Fluid Motion และ Spring Animation ที่ทำให้องค์ประกอบ UI ยืดหยุ่นและเด้งตอบสนองต่อนิ้วมืออย่างเป็นธรรมชาติราวกับหยดน้ำ พร้อม Seamless Interaction ที่รองรับการปัดหน้าจอทั้งแนวตั้งและแนวนอนได้อย่างต่อเนื่อง
รวมถึง Origin Workbench ที่เปิดหน้าต่างแอปพร้อมกันได้หลายหน้าต่างเพื่อการสลับทำงานหลายอย่างแบบไร้การสะดุด ยิ่งไปกว่านั้น ยังมี Snap-Up Engine ที่ตรวจจับจังหวะการกดซื้อบัตรหรือแย่งชิงสิทธิ์แบบจำกัดเวลา โดยปรับแต่งการทำงานของเครือข่ายและซีพียูให้การแตะและชำระเงินทำได้แม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้น
การยกระดับด้านผลิตภาพ (Productivity) และปัญญาประดิษฐ์ OriginOS 7 นำเสนอผู้ช่วยอัจฉริยะ Jovi ข้ามอุปกรณ์ สามารถสั่งการด้วยเสียงหรือข้อความจากสมาร์ทโฟนเพื่อแก้ไขไฟล์พรีเซนเทชันบนคอมพิวเตอร์ PC แล้วส่งกลับมายังมือถือได้ทันที อีกทั้งยังสรุปไฟล์เอกสารหลายฉบับพร้อมกัน และรวบรวมข่าวสารประจำวันบันทึกลงใน Notes ตามเวลาที่กำหนดได้
ด้านแอปพลิเคชันบันทึกเสียง (Recorder) ได้รวมเทคโนโลยีเสียงระดับแถวหน้าจาก Microsoft Teams Cloud Services ร่วมกับ Google Gemini เข้ามาช่วยถอดเสียงพูด แยกเสียงผู้พูดอัตโนมัติ (Transcription by Speaker) ไฮไลต์ประเด็นสำคัญ สรุปเนื้อหาตามเทมเพลต และวิเคราะห์สรุปความเสี่ยงหรือแนวทางการทำงานผ่านฟังก์ชัน AI Insights
OriginOS 7 ยังเพิ่มฟีเจอร์อัจฉริยะรอบด้านเพื่อความสะดวกสบาย เช่น Smart Call Assistant ที่ช่วยรับสายสนทนาและถอดความเป็นข้อความแบบเรียลไทม์ พร้อมสร้างบทสรุปเนื้อหาหลังวางสาย ฟีเจอร์ Snap Note ที่ถ่ายภาพไวท์บอร์ดหรือเอกสารหลายหน้าเพื่อแปลงเป็นบันทึกข้อความที่แก้ไขได้ทันที
ระบบ AI Search ที่ค้นหาไฟล์และโน้ตได้จากคำอธิบายบริบทโดยไม่ต้องจำชื่อไฟล์ โหมด AI Reader Mode จัดหน้าไฟล์ PDF ให้อ่านง่ายเหมือนอีบุ๊ก และฟังก์ชัน Snap & Go ที่ตรวจจับข้อมูลการเดินทางหรือตั๋วกิจกรรมจากภาพแคปหน้าจอ เพื่อนำไปบันทึกลงใน Google Calendar ผ่าน Origin Island ได้ทันที
สำหรับงานออกแบบ OriginOS 7 มาพร้อม Dynamic Glow ที่แสงบนหน้าจอจะเคลื่อนไหวตามการสัมผัสแบบเรียลไทม์ ดีไซน์ Immersive Home ที่ไอคอนและวิดเจ็ตจะปรับโทนแสงตามช่วงเวลากลางวันและกลางคืน วัสดุโปร่งแสง Dynamic Translucent Material ที่มีให้เลือก 3 สไตล์ ได้แก่ Realistic, Natural และ Soft เสริมความสนุกเฉพาะตัวด้วย Wiggle Theme ที่วอลเปเปอร์หน้าจอล็อกจะสั่นไหวและกระเพื่อมเมื่อเขย่าเครื่อง รวมถึง StickIt สำหรับการนำสติกเกอร์ ภาพถ่าย หรือตัวการ์ตูนมาตกแต่งทั้งบนหน้าจอล็อกและ Always On Display (AOD) ได้อย่างอิสระ
–OPPO เตรียมเปิดตัว Find X10 Series กล้อง 200MP สามตัว ในไทย 27 ต.ค. นี้







