นายสราวุธ ทรงศิวิไล ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม ในฐานะโฆษกประจำกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ประชาชนมากกว่า 8 ล้านคน เริ่มทยอยเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ ตั้งแต่เมื่อคืนวานนี้ (1 ม.ค.) ซึ่ง นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียม ความพร้อมระบบขนส่งสาธารณะ ทั้งรถ บขส. รถไฟ เที่ยวบิน และ รถเสริมให้เพียงพอทุกจังหวัด
นอกจากนี้ จะต้องจัดรถแท็กซี่บริการประชาชนอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะที่สถานีขนส่งผู้โดยสารหมอชิต เอกมัย สายใต้ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และดอนเมือง พร้อมทั้งเน้นย้ำให้ตรวจตัวรถ และพนักงานขับรถแบบเข้มข้นมากขึ้น เพราะปีนี้เกิดอุบัติเหตุหลายครั้ง “นายอาคมยังกำชับให้เฝ้าระวังเรื่องความปลอดภัย โดยให้ใช้มาตรการยกกำลังสองทุกเส้น โดยเฉพาะสายหลัก และให้เจ้าหน้าที่ช่วยกันอำนวยความสะดวกการจราจร เพราะรถจากทุกทิศทางจะเข้ากรุงเทพฯ พร้อมๆ กัน ซึ่งรถจะหนาแน่นกว่าขาออก อย่างไรก็ตามฝากเตือนประชาชนที่ใช้รถส่วนตัว ขอให้ขับช้าไม่ควรเกิน 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อความปลอดภัยต่อตัวเอง และเพื่อนร่วมทาง” นายสราวุธเปิดเผยด้วยว่า ช่วงเทศกาลปีใหม่ ได้เกิดอุบัติเหตุบน โครงข่ายถนนของกระทรวงคมนาคมทั่วประเทศร่วม 1,000 ครั้ง โดย เส้นทางที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่ 1.ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 ตอนควบคุม 0300 ประตูน้ำพระอินทร์-หนองแค จ.อยุธยา 9 ครั้ง 2.ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 ตอนควบคุม 0603 หนองหมูห้วยยาง จ.ประจวบคีรีขันธ์ 8 ครั้ง 3.ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 226 ตอนควบคุม 0100 หัวทะเล- หนองกระทิง จ.นครราชสีมา 7 ครั้ง 4.ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 35 ตอนควบคุม 0301 นาโคก-แพรกหนามแดง จ.สมุทรสงคราม 6 ครั้ง และ 5.ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 340 ตอนควบคุม 0301 สาลี-สุพรรณบุรี จ.สุพรรณบุรี 6 ครั้ง
ส่วนจุดเสี่ยง 61 เส้นทางที่เฝ้าระวังเป็นพิเศษ เกิดอุบัติเหตุ 57 ครั้ง เสียชีวิต 4 ราย และบาดเจ็บ 37 ราย
ทางด้านนายศิระ บุญธรรมกุล ขนส่งจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า ประชาชนจำนวนมากได้ทยอยเดินทางมาใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ มุ่งหน้ากลับไปทำงานที่กรุงเทพฯ และจังหวัดในเขตภาคกลาง กันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะรถร่วมโดยสารสาธารณะ หมวด 2 สาย21 นครราชสีมา-กรุงเทพ ทำให้จำนวนรถไม่เพียงพอกับความต้องการ ทำให้มีผู้โดยสารตกค้างจำนวนหนึ่ง ซึ่งได้มีการประสานกับผู้ประกอบการให้เพิ่มเที่ยววิ่ง และสำรอง รถโดยสารไม่ประจำทาง หรือรถเลขทะเบียน30 จำนวน 80 คัน จึงบรรเทา ปัญหาได้ในระดับหนึ่งแล้ว



