ค่านิยม “กินเท่าไรก็ไม่อ้วน” อาจไม่ใช่เครื่องหมายการันตีสุขภาพดีเสมอไป เมื่อทางการแพทย์พบว่าผู้ที่มีน้ำหนักตัวตามเกณฑ์มาตรฐาน (BMI 18.5–22.9) จำนวนไม่น้อย กำลังเผชิญกับความผิดปกติในระบบเผาผลาญโดยไม่แสดงอาการ ภาวะนี้เรียกว่า Metabolically Obese Normal Weight (MONW) หรือภาวะน้ำหนักปกติแต่มีความผิดปกติทางเมตาบอลิก ซึ่งเป็นภัยเงียบที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคหัวใจและหลอดเลือดระยะยาว
นพ.ดุษฎี จรัญวรากรชัย แพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน ให้ข้อมูลว่า สุขภาพเมตาบอลิกที่ดีขึ้นอยู่กับความสมดุลของการนำพลังงานไปใช้และการเก็บสะสมของร่างกาย ผ่านการทำงานร่วมกันระหว่างกล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อไขมัน และฮอร์โมนอินซูลิน ทว่าในกลุ่มผู้ที่มีภาวะ MONW แม้รูปร่างภายนอกจะดูสมส่วน แต่เมื่อตรวจเลือดกลับพบระดับน้ำตาลสูง ไตรกลีเซอไรด์สูง หรือระดับคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ต่ำผิดปกติ
ต้นตอสำคัญมาจากสัดส่วน “มวลกล้ามเนื้อน้อย แต่มีไขมันในช่องท้องสูง” ซึ่งตัวเลขบนตาชั่งไม่สามารถบ่งชี้ได้ โดยมีปัจจัยกระตุ้นจากอายุ ฮอร์โมน และพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น ผู้สูงวัย สตรีวัยหมดประจำเดือน ผู้ที่กินหวานหรือรับพลังงานเกินความต้องการ ตลอดจนพฤติกรรมเนือยนิ่ง นั่งทำงานเป็นเวลานานโดยขาดการออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน
กลไกดังกล่าวส่งผลให้มวลกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ดึงน้ำตาลไปใช้ลดลง ขณะที่ไขมันสะสมในช่องท้องจะกระตุ้นการอักเสบและก่อให้เกิดภาวะดื้ออินซูลิน ยิ่งไปกว่านั้น หากมีไขมันสะสมในตับร่วมด้วย อาจลุกลามสู่ภาวะตับอักเสบ เกิดพังผืดในตับ จนกลายเป็นโรคตับแข็งได้ในที่สุด ที่น่ากังวลคือผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการเตือน ทำให้ละเลยการตรวจรักษาจนโรคลุกลาม
สำหรับการประเมินความเสี่ยง นพ.ดุษฎี แนะนำว่าไม่ควรพึ่งพาเพียงค่า BMI แต่ต้องตรวจเช็กสุขภาพเมตาบอลิกอย่างรอบด้าน โดยใช้เกณฑ์วัดรอบเอวร่วมด้วย หากรอบเอวเกิน 90 เซนติเมตรในผู้ชาย หรือเกิน 80 เซนติเมตรในผู้หญิง ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ต้องเฝ้าระวัง พร้อมทั้งตรวจวัดความดันโลหิต ระดับน้ำตาล ระดับไขมันในเลือด ประวัติครอบครัวเกี่ยวกับเบาหวาน และอาจรวมถึงการตรวจวัดองค์ประกอบร่างกาย (Body Composition) เพื่อดูสัดส่วนมวลกล้ามเนื้อและไขมันที่แท้จริง
แนวทางการฟื้นฟูสุขภาพสำหรับผู้มีภาวะ MONW จำเป็นต้องปรับพฤติกรรมเพื่อ “เพิ่มกล้ามเนื้อและลดไขมันช่องท้อง” ไปพร้อมกัน ประกอบด้วย:
- การออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน (Resistance Training): เช่น เวทเทรนนิ่ง บอดี้เวท (สควอต, วิดพื้น) หรือการใช้ยางยืด อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 วัน เพื่อสร้างมวลกล้ามเนื้อช่วยดึงน้ำตาลไปเผาผลาญ
- การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ: ระดับปานกลาง เช่น เดินเร็ว หรือปั่นจักรยาน รวมสัปดาห์ละ 150–300 นาที (หรือวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน)
- การปรับโภชนาการ: เน้นรับประทานอาหารให้พอดีกับความต้องการของร่างกาย เสริมโปรตีนคุณภาพดีจากปลา ไข่ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน หรือเต้าหู้ เพิ่มผัก ผลไม้ทั้งผล ธัญพืชไม่ขัดสี และงดเว้นขนมหวานรวมถึงเครื่องดื่มเติมน้ำตาล
- สุขอนามัยการใช้ชีวิต: นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ผ่อนคลายความเครียด และขยับร่างกายระหว่างวันเพื่อลดการนั่งนิ่ง
ทั้งนี้ เมื่อกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นและไขมันลดลง น้ำหนักตัวบนตาชั่งอาจคงที่หรือเพิ่มขึ้นได้เนื่องจากความหนาแน่นของมวลกล้ามเนื้อ จึงไม่ควรกังวลกับตัวเลขน้ำหนัก แต่ให้มุ่งเน้นที่ผลการตรวจเลือดและสัดส่วนร่างกายเป็นหลัก ผู้ที่สนใจตรวจคัดกรองหรือรับคำปรึกษาสามารถติดต่อ โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน โทร. 02-079-0070 หรือใช้บริการนัดหมายและปรึกษาแพทย์ออนไลน์ (Telemedicine) ผ่าน ViMUT Application และ Line @vimuttelemed เพื่อการติดตามผลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง







