ManageEngine ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจหนึ่งของ Zoho Corporation ประกาศเพิ่มความสามารถด้าน Digital Employee Experience (DEX) ให้กับ Endpoint Central แพลตฟอร์มการจัดการและรักษาความปลอดภัยของอุปกรณ์ปลายทางแบบครบวงจร
นับเป็นการรุกคืบครั้งสำคัญสู่การบริหารจัดการอุปกรณ์ปลายทางแบบอัตโนมัติอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ทีมไอทีสามารถมอบประสบการณ์การทำงานที่ดีที่สุดให้แก่พนักงาน พร้อมทั้งบริหารจัดการและรักษาความปลอดภัยของอุปกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ปัจจุบัน ประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานขึ้นอยู่กับสมรรถนะของอุปกรณ์และแอปพลิเคชันเป็นหลัก ผลสำรวจจาก Gartner® ชี้ว่า เกือบ 90% ของผู้ตอบแบบสอบถามเห็นพ้องว่าเทคโนโลยีดิจิทัลที่องค์กรจัดหาให้ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่มักพบเจอ เช่น การบูตเครื่องช้า แอปพลิเคชันล่ม หรือการเข้าสู่ระบบล่าช้า มักจะไม่ถูกตรวจพบจนกว่าจะส่งผลกระทบต่อการทำงานอย่างรุนแรง และทีมไอทีจะทราบถึงปัญหาเหล่านี้ก็ต่อเมื่อได้รับแจ้งจากพนักงาน ซึ่ง ณ จุดนั้นการแก้ไขจะซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าเดิม
ชีรัก เมห์ตา รองประธานและนักวิเคราะห์อาวุโสจาก Constellation Research กล่าวว่า “การทำงานแบบไฮบริดทำให้ประสบการณ์ดิจิทัลกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทั้งประสิทธิภาพและการรักษาพนักงานไว้ ผู้ใช้งานมองหาโซลูชันที่ให้มุมมองแบบบูรณาการและมีระบบอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยให้ทีมไอทีเปลี่ยนจากการแก้ไขปัญหาเชิงรับไปสู่การสร้างการมีส่วนร่วมเชิงรุก”
เปลี่ยนข้อมูลดิบเป็นข้อมูลเชิงลึกที่นำไปใช้ได้จริง
ฟีเจอร์ DEX ใหม่นี้จะยกระดับความสามารถเดิมของ Endpoint Central ที่มีอยู่แล้วด้านการเก็บข้อมูล Telemetry และการแก้ไขปัญหา ด้วยการเปลี่ยนข้อมูลประสิทธิภาพดิบให้กลายเป็นข้อมูลเชิงลึกที่นำไปปฏิบัติได้จริง การผสานการเฝ้าระวัง การวิเคราะห์ปัญหา และการแก้ไขอัตโนมัติไว้ในแพลตฟอร์มเดียวช่วยให้องค์กรไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือหลายตัว ลดความยุ่งยากซับซ้อน และช่วยให้ทีมไอทีสามารถมองเห็นปัญหาและแก้ไขได้ทันที
ฟีเจอร์เด่นของ DEX Manager Plus ได้แก่
- การตรวจสอบและวิเคราะห์เชิงลึก: ตรวจจับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เช่น การใช้ CPU หรือหน่วยความจำที่พุ่งสูงผิดปกติ และการทำงานของดิสก์ที่มีปัญหา
- การวิเคราะห์สาเหตุเชิงลึก: เชื่อมโยงปัญหาด้านประสิทธิภาพ เช่น ความล่าช้าหรือการทำงานติดขัด เข้ากับสาเหตุที่แท้จริง เพื่อให้การแก้ไขปัญหารวดเร็วยิ่งขึ้น
- การแจ้งเตือนตามลำดับความสำคัญ: จัดลำดับความรุนแรงของปัญหาและรองรับการแก้ไขแบบคลิกเดียวหรือแก้ไขอัตโนมัติผ่านไลบรารีคำสั่งที่กำหนดไว้
- การให้คะแนนประสบการณ์และการเปรียบเทียบมาตรฐาน: จัดอันดับคะแนนของอุปกรณ์และแอปพลิเคชันตามประสิทธิภาพและความเสถียร ช่วยให้ทีมไอทีสามารถติดตามความคืบหน้าของการแก้ไขปัญหาและสุขภาพโดยรวมของอุปกรณ์ได้อย่างต่อเนื่อง
ในอนาคต ManageEngine มีแผนจะเพิ่มความสามารถด้านการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ (Predictive Analytics) ขยายการทำงานแบบ Self-healing และประยุกต์ใช้ AI เชิงบริบท (Contextual AI) เพื่อให้การจัดการอุปกรณ์ปลายทางเป็นไปอย่างอัตโนมัติยิ่งขึ้น
มาธิวานัน เวนกาตาจาลัม รองประธาน ManageEngine กล่าวว่า “เป้าหมายสูงสุดของเราคือการจัดการอุปกรณ์ปลายทางแบบอัตโนมัติผ่านแพลตฟอร์มเดียวที่คอยตรวจสอบและแก้ไขปัญหาอย่างเชิงรุก เพื่อให้ทีมไอทีเข้ามาแทรกแซงเฉพาะกรณีที่จำเป็นเท่านั้น การจัดการ DEX เป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญที่ช่วยให้เราเข้าใกล้วิสัยทัศน์นี้”
ความสามารถใหม่ด้าน DEX นี้มีให้ใช้งานแล้วในรูปแบบ SaaS ภายใต้ชื่อ DEX Manager Plus หรือเป็นส่วนเสริมของ Endpoint Central โดยมีให้ทดลองใช้งานฟรีสำหรับองค์กรทุกขนาดทั่วโลกที่เว็บไซต์ www.mnge.it/DeX
–LINE จับมือ 3 ผู้เชี่ยวชาญ จัดเวิร์กช็อปให้ ‘วัยเก๋า’ ติดอาวุธดิจิทัล สู้มิจฉาชีพหลอกลงทุน







