ท่ามกลางแบรนด์ที่โด่งดังในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ชื่อของ “ชาตรามือ” ได้กลับมาผงาดอีกครั้งพร้อมกระแสการท่องเที่ยวไทย วันนี้ในวาระครบ 80 ปี แบรนด์ชาในตำนานจะเดินหน้าไปอย่างไร? การมุ่งมั่นขายชาและขยายสาขาเพียงอย่างเดียว จะยังเพียงพอหรือไม่ในสมรภูมินี้
จาก “ชากระป๋อง” สู่ร้านคิวยาว: จุดเปลี่ยนที่ต้องเดิมพัน
ในสายตาผู้บริโภคตลอด 80 ปีที่ผ่านมา “ชาตรามือ” เริ่มต้นจากการเป็นผู้จำหน่ายชากระป๋องให้กับร้านกาแฟโบราณ เป็นการเติบโตแบบ “น้ำซึมบ่อทราย” ไม่ได้เปิดหน้าร้านของตัวเอง จนกระทั่งยุคสมัยเปลี่ยนไป ร้านกาแฟแบบดั้งเดิมเริ่มเลือนหายไปจากสังคมไทย ถูกแทนที่ด้วยร้านกาแฟยุคใหม่ที่ผุดขึ้นมาราวดอกเห็ด ตั้งแต่ระดับไฮเอนด์จนถึงร้านเล็กๆ ตามตรอกซอกซอย
แม้ตลาดจะกลายเป็น Red Ocean แต่ “ชาตรามือ” ซึ่งเคยขายเป็นกระป๋อง ก็ถึงคราวที่อาจจะ “ตกกระป๋อง” ไปด้วย เพราะสินค้าแบบเดิมไม่ใช่เทรนด์อีกต่อไป
นี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ชาตรามือต้องลุกขึ้นมาสู้ เมื่อไม่มีร้านค้าจัดจำหน่ายให้ ก็ตัดสินใจเปิดร้านของตัวเอง โดยชูจุดเด่นที่แตกต่าง:
- เน้นขายชาเป็นหลัก: ในขณะที่ร้านอื่นเน้นกาแฟและมีชาเป็นเมนูเสริม ชาตรามือประกาศตัวชัดเจนว่าเป็น “ราชาแห่งชา”
- โมเดล Grab-and-Go: เน้นการชงใส่แก้วแบบซื้อกลับ ไม่เน้นให้ลูกค้านั่งสัมผัสประสบการณ์เหมือนร้านกาแฟยักษ์ใหญ่

เมื่อการท่องเที่ยวเป็นใจ: ขยายสาขาทั้งในและต่างประเทศ
โชคเข้าข้างเมื่อการท่องเที่ยวไทยบูมถึงขีดสุด “ชาไทย” หรือชานม กลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวต่างชาติต้องลิ้มลอง กระแสนี้ได้จุดประกายให้คนไทยหันกลับมานิยมดื่มชาไทยมากขึ้น ส่งผลให้ชาตรามือขยายสาขาอย่างรวดเร็วจนแทบไม่ทัน ปัจจุบันมีสาขาในไทยแล้วกว่า 225 แห่ง และคาดว่าจะทะลุ 250 สาขาภายในสิ้นปีนี้
ตัวเลขดังกล่าวอาจดูน้อยเมื่อเทียบกับเชนร้านกาแฟขนาดใหญ่ แต่สำหรับธุรกิจครอบครัวที่ดำเนินงานอย่างระมัดระวัง นี่คือการเติบโตที่น่าจับตา
เป้าหมายในปีที่ 81 ไม่ได้หยุดแค่ในประเทศ แต่เป็นการท้าทายในตลาดโลกผ่านการให้สิทธิ์ (License) แก่นักธุรกิจท้องถิ่น ปัจจุบันมีสาขาในต่างประเทศแล้ว 130 แห่งทั่วโลก โดยมีมาเลเซียเป็นตลาดใหญ่ที่สุดด้วยจำนวนกว่า 40 สาขา และมีเป้าหมายขยายไปยังตลาดใหม่ๆ อย่างเม็กซิโกในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

กลยุทธ์ก้าวต่อไปของ “ชาตรามือ” ที่ไม่ใช่แค่การขยายสาขา
เมื่อการผลิตเริ่มนิ่ง ร้านค้าขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง และแบรนด์กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของประเทศไทย สิ่งที่ชาตรามือทำต่อไป คือการวางกลยุทธ์เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
1. พัฒนาเมนูไม่หยุดนิ่ง: เราจึงได้เห็นเมนูพิเศษตามเทศกาลอย่าง ชาไทยน้ำตาลโตนด, ชาเขียวลอดช่อง หรือรสชาติใหม่อย่างชาพีช แม้ตามตำราการตลาด การมีเมนูมากเกินไปอาจสร้างความสับสนและเพิ่มต้นทุน แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่ากลยุทธ์นี้ “ได้ผลดี” สำหรับชาตรามือ
2. จับกระแสผู้บริโภค: แบรนด์ไม่เคยตกเทรนด์ เมื่อกระแสการชงชาเขียวมัทฉะมาแรง ชาตรามือก็ออกผลิตภัณฑ์ชาให้ลูกค้าซื้อกลับไปทำเอง หรือล่าสุดกับกระแส Kombucha ก็มีการพัฒนาสินค้ามารองรับเช่นกัน
3. กลยุทธ์หัวหอก “Collaboration”: การร่วมมือกับแบรนด์ขนม อาหาร และเครื่องดื่มอื่นๆ ที่ได้รับความนิยม ถือเป็นกลยุทธ์ที่ชาตรามือให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการสร้างแบรนด์ร่วมกัน โดยอาศัยความเป็นมืออาชีพด้านชาของตนเองไปสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ในร้านค้าพันธมิตร
- ร้านค้าพันธมิตร: ได้เมนูใหม่เพื่อกระตุ้นยอดขาย
- ชาตรามือ: ได้ขยายฐานลูกค้าและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ชา
พันธมิตรที่ร่วมสร้างสรรค์เมนูพิเศษกับชาตรามือแล้ว:
- After You: ขนมปังเนยโสดชาไทย
- Holiday Pastry: ชีสทาร์ตโมจิชาไทย
- Souri: มาการองชาไทย
- Plantae: สลัชชี่โปรตีนชาไทย
- Yole: Yogurt Shake Thai Tea
- ถิงถิง: บัวลอยงาดำน้ำชาไทย และบิงซูชาไทย
- และอื่นๆ อีกมากมาย

บทสรุป: จากธุรกิจครอบครัวสู่แบรนด์ระดับโลก
การเดินทางหลังผ่าน 80 ปีของชาตรามือ คือความพยายามในการก้าวข้ามจากธุรกิจครอบครัวสู่การเป็นแบรนด์ระดับโลก แม้ทายาทรุ่นใหม่จะต้องเผชิญกับความท้าทายและสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน แต่นี่คือทางหลายแพร่งที่น่าจับตา และเป็นอีกหนึ่งความหวังที่จะได้เห็นแบรนด์ไทยก้าวไกลในเวทีสากล

Biztalk Inside : สมชาย งามวรรณกูล





