AIS เผยงานวิจัย SROI โครงการ Green Energy Green Network for THAIs สร้างมูลค่าสังคมพุ่ง 33.88 ล้านบาท ยกระดับ 5 จังหวัดห่างไกล

AIS เผยงานวิจัย SROI โครงการ Green Energy Green Network for THAIs สร้างมูลค่าสังคมพุ่ง 33.88 ล้านบาท ยกระดับ 5 จังหวัดห่างไกล

เอไอเอส (AIS) จับมือพันธมิตร เปิดผลวิจัยการประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) ปี 2569 ของโครงการ Green Energy Green Network for THAIs เผยสร้างมูลค่าผลกระทบทางสังคมรวม 33.88 ล้านบาท จากเงินลงทุน 24.89 ล้านบาท คิดเป็นผลตอบแทนสูงถึง 1.36 เท่า พิสูจน์ชัดโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพลังงานสะอาดช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนพื้นที่ห่างไกลได้อย่างเป็นรูปธรรม

การเปิดเผยผลการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่องในครั้งนี้ ถูกนำเสนอภายในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026) จัดโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

โครงการ Green Energy Green Network for THAIs เป็นความร่วมมือระหว่าง บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS, บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. โดยการนำสถานีฐานโทรคมนาคมพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar-Powered Base Station) เข้าไปติดตั้งในพื้นที่ห่างไกล เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนพลังงานและการสื่อสาร พร้อมสร้างโอกาสให้แก่ชุมชนอย่างเป็นระบบ

ปัจจุบันโครงการดังกล่าวครอบคลุม 8 ชุมชน ใน 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน และตาก เข้าถึงประชากรกว่า 3,520 คน จาก 918 ครัวเรือน โดยสร้างประโยชน์เชิงประจักษ์ในหลากหลายมิติ ประกอบด้วย

  • ด้านเศรษฐกิจชุมชน: ชุมชนบ้านแม่โขง จังหวัดเชียงใหม่ สามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลประชาสัมพันธ์ “น้ำตกห้วยน้ำเย็น” เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ สร้างรายได้หมุนเวียนกว่า 2.5 ล้านบาทในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ขณะที่ชุมชนมอโก้โพคี จังหวัดตาก สามารถขยายช่องทางจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรสู่ออนไลน์ ทลายข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์บนพื้นที่สูง
  • ด้านการศึกษาและสาธารณสุข: ชุมชนสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ผ่านระบบ E-Learning ห้องสมุดดิจิทัล ตลอดจนการเข้าถึงระบบแพทย์ทางไกล (Telemedicine) และการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉิน
  • ด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย: ใช้ประโยชน์ในการเฝ้าระวังไฟป่า แจ้งเตือนภัย และรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่

นอกจากนี้ AIS มีแนวคิดที่จะต่อยอดศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมในอนาคต โดยจะใช้เสาสัญญาณโทรศัพท์เป็นฐานสำคัญในการติดตั้งระบบเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติในพื้นที่เสี่ยง เช่น การพัฒนาเทคโนโลยีตรวจจับไฟป่าอัจฉริยะ ระบบแจ้งเตือนเหตุผิดปกติแบบเรียลไทม์ และการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดข้อมูลอุตุนิยมวิทยา เพื่อติดตามสภาพอากาศ ฝุ่น PM2.5 และภัยแล้ง

การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพลังงานสะอาดในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่การเชื่อมต่อสัญญาณโทรคมนาคม แต่เป็นการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ ทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุข การสร้างรายได้ และการเพิ่มขีดความสามารถของชุมชนในการรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

5 ปี Carbon Markets Club ผนึก 9 มหาวิทยาลัยปั้น Gen Z-ESG ขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

Scroll to Top