เปิดแนวคิด Digital-First Company โอกาสใหม่แห่งการเติบโตทางธุรกิจ

เปิดแนวคิด Digital-First Company โอกาสใหม่แห่งการเติบโตทางธุรกิจ

การปรับเปลี่ยนเป็น “Digital-First Company” สามารถสร้างความยืดหยุ่นควบคู่การเติบโตให้องค์กรด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี อีกทั้งยังเป็นการปูรากฐานสู่ความสำเร็จในการทำดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชัน (Digital Transformation) อย่างต่อเนื่องขององค์กรในทุกอุตสาหกรรม

เปิด 5 เทรนด์เทคโนโลยีปี 2023 กับแนวทางปรับตัวของภาคธุรกิจ – ผู้ประกอบการไทย

หากมองไปรอบๆ ในกรุงเทพฯ หรือหัวเมืองใหญ่ๆ ในวันนี้จะมีสักกี่คนที่ยังไม่มีสมาร์ทโฟน และมีกี่คนที่ยังสั่งของ สั่งอาหารออนไลน์ไม่เป็น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตคนที่ผ่านมาได้เปลี่ยนวิธีการทำธุรกิจด้วย เมื่อโลกใกล้กันมากขึ้น การขยายตลาดไปต่างประเทศทำได้ผ่านดิจิทัล ธุรกิจจึงไม่จำเป็นต้องไปตั้งสำนักงานอยู่ในทุกที่อีกต่อไป

ยกตัวอย่างแพลตฟอร์มต่างประเทศเข้ามาทำธุรกิจในไทยโดยที่ไม่มีสำนักงาน และดึงความสนใจของคนไปอยู่บนแพลตฟอร์มเหล่านั้น เช่น แพลตฟอร์ม VDO Streaming หรือ Music Streaming ที่คนไทยนิยมใช้กันอยู่ล้วนมาจากต่างประเทศ

ข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ คนไทยก็รับรู้ได้พร้อมกับคนทั่วโลก และเกิดความกังวลร่วมกัน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นอาจกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของเราได้เช่นกัน

ขณะเดียวกัน คน Gen ใหม่เกิดขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะเด็กที่เกิดในยุค 2000 หรือ Millennium และ Gen Z ที่คุ้นชินกับดิจิทัล และแตกต่างกับคนยุคอนาล็อกค่อนข้างมาก โดยคนทั้ง 2 กลุ่มนี้ เกิดมาพร้อมกับความสะดวกสบาย และไม่ได้มีความอดทนกับการรอคอย เพราะสามารถสั่งของจากที่ใดก็ได้ในทันที จะเห็นว่าคนกลุ่มนี้กล้าจะใช้จ่ายและหาวิธีสร้างรายได้ใหม่ๆ ซึ่งมีความสำคัญกับระบบเศรษฐกิจโลกในอนาคต

นอกจากนี้ คนกลุ่ม Gen MZ ยังจะเป็นกลุ่มคนที่กำหนดทิศทางของการทำธุรกิจ เช่น ความสนใจกับการรักษ์โลกของคนกลุ่มนี้ส่งผลให้แบรนด์ต้องทำธุรกิจโดยตระหนักถึงเรื่องความยั่งยืนในด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หรือ ความกังวลเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล ทำให้แบรนด์ต้องทำธุรกิจด้วยความโปร่งใส และเตรียมพร้อมป้องกันความเสี่ยงจากการถูกโจมตีทางไซเบอร์

จากความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมคน การทำ Digital Transformation ขององค์กรจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ต้องอัปเดตเวอร์ชัน หรือ ฟีเจอร์ ใหม่ๆ อยู่เสมอ ขณะที่การสร้างธุรกิจโดยยึดหลัก Digital-First Company จะมีความสำคัญและจะเป็นช่องทางหลักของการทำธุรกิจ และวิธีคิดของการทำธุรกิจยุคใหม่จะต้องเป็นดิจิทัล คนต้องพร้อมทำงานจากทุกที่

ซึ่งการขับเคลื่อนสู่ “Digital-First Company” จำเป็นจะต้องมีความสามารถ (Capability) ในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศทางธุรกิจทั้ง 5 ด้าน ดังนี้

1.Super App

เข้ามาตอบโจทย์ความหลากหลายของไลฟ์สไตล์ผู้ใช้ ทั้งด้านการใช้งานในชีวิตประจำวัน การเงิน ขณะเดียวกันจะเกิดการแชร์ดาต้ามากขึ้นกับการใช้งาน

ความนิยมของ Super App พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเทคโนโลยีนี้สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ได้จริง และเป็นช่องทางสร้างการเติบโตร่วมกันกับพันธมิตรทางธุรกิจ ทำให้หลายองค์กรเร่งเดินหน้าพัฒนา Super App ของตนเองในช่วงที่ผ่านมา แต่การพัฒนา Super App ต้องมี Core Feature และระบบที่ซับซ้อนขั้นสูง อีกทั้งต้องมีองค์ประกอบเกี่ยวกับ Microservice, Data Sharing และ Mini App ที่ดี รวมถึงเม็ดเงินลงทุนที่เพียงพอ ซึ่งโดยทั่วไปอยู่ที่ระดับ 100 ล้านบาทขึ้นไป

นอกจากนี้ ผู้พัฒนายังต้องมีความเชี่ยวชาญและให้ความสำคัญเกี่ยวกับการรองรับการขยายตัวในอนาคต (Scalability) การขยายหรือเพิ่มขีดความสามารถ (Extensibility) ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) ความสามารถในการดูแลรักษาระบบที่ต้องง่าย (Maintainability) มีประสิทธิภาพการทำงาน (Efficiency) และโซลูชันที่ต้องอัปเดตให้ตอบโจทย์การใช้งานอยู่เสมอ ดังนั้นประสบการณ์และความเชี่ยวชาญจึงเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนา Super App เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา อาทิ ระบบล่มที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ ถูกโจมตีทางไซเบอร์และการหารายได้จาก Super App เป็นต้น

2.Augmented Intelligence

การนำความฉลาดของ AI มาเสริมให้กับคน และทำงานร่วมกันได้ คนสามารถใช้ประโยชน์จาก AI ได้เต็มที่ เชื่อว่าหลังจากนี้จะมี AI ใหม่ๆ เข้ามาช่วยเสริมการทำงานของมนุษย์มากขึ้น

Augmented Intelligence เป็นเทคโนโลยีที่กำลังมาแรง ที่ประสานการทำงานร่วมกันระหว่างเทคโนโลยี Artificial Intelligence – AI, Machine Learning – ML, Deep Learning, Big Data Analytics และ Human Intelligence และมนุษย์ด้วยการใช้จุดแข็งของแต่ละฝ่ายเติมเต็มซึ่งกันและกัน เพื่อผลลัพธ์การทำงานที่ดีที่สุด โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือมากกว่าทำงานแทนมนุษย์เหมือน AI ดังนั้นการพัฒนา Augmented Intelligence ให้สำเร็จและเป็นไปตามวัตถุประสงค์การใช้งาน จำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจทั้งในฝั่งธุรกิจและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้ง เพราะการพัฒนาหรือนำ Augmented Intelligence ไปใช้อย่างผิดวิธีอาจส่งผลเสียต่อการดำเนินธุรกิจได้

3.Digital Immunity and Trust

ในขณะที่ความเชื่อมั่นเป็นเรื่องสำคัญ แต่ความเสี่ยงเกิดขึ้นเรื่อยๆ ในโลกดิจิทัล หากธุรกิจสร้างความเชื่อมั่นไม่ได้ก็ไม่ต่างกับการถูกไฟไหม้บ้าน องค์กรจะต้องปรับทั้งคน กระบวนการทำงาน และเทคโนโลยี ให้พร้อมรับมือกับความเสี่ยง

การสร้างภูมิคุ้มกันภัยทางไซเบอร์ที่แข็งแกร่งให้กับองค์กรต้องเริ่มตั้งแต่ตัวพนักงาน กระบวนการ และเทคโนโลยีโดยการผสมผสานกลยุทธ์และวิศวกรรมซอฟต์แวร์หลายอย่าง เพื่อป้องกันความเสี่ยงและยกระดับความปลอดภัยให้ผู้ใช้งาน ซึ่งการสร้างมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและทำให้ลูกค้าหรือผู้ใช้งานเกิดความเชื่อมั่น นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการโจมตีทางไซเบอร์

4.Sustainability Technoligies

ผลกำไรในระยะสั้นไม่ได้หมายความว่าจะสร้างความยั่งยืน ขณะที่ด้านสิ่งแวดล้อมเป็นหมุดหมายที่หลายประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญ การทำธุรกิจจึงต้องปรับตัวและทำธุรกิจที่รักษ์โลกมากขึ้น คำนึงด้านการปล่อยคาร์บอนมากขึ้น

เทรนด์เทคโนโลยีที่ตอบโจทย์กระแส ESG กำลังอยู่ในความสนใจขององค์กรทั่วโลก โดยหลักการพื้นฐานแล้วเทคโนโลยีมีส่วนสนับสนุนและเกี่ยวข้องทั้งด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) สังคม (Social) และบรรษัทภิบาล (Governance) ยกตัวอย่างเช่น การย้ายข้อมูลขึ้นระบบดิจิทัลแพลตฟอร์มช่วยลดการใช้กระดาษจำนวนมหาศาล การเพิ่มช่องทางการสื่อสารและพื้นที่บนโลกออนไลน์ให้กับชุมชน/สังคม และการสร้างความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจด้วยด้วยการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) เป็นต้น ฉะนั้นองค์กรใดที่ต้องการประสบความสำเร็จในการทำ ESG จึงควรเริ่มต้นด้วยการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี

5.Agile Operations

ต้องปรับตัวให้ทันอยู่เสมอ

แนวคิดการทำงานสำหรับองค์กรยุคใหม่ที่ใช้รับมือกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในโลกธุรกิจ ที่ครอบคลุมตั้งแต่ความต้องการลูกค้า เทคโนโลยีใหม่ ๆ จนถึงสภาพเศรษฐกิจและสังคม ทำให้องค์กรสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว คล่องตัวกว่าเดิม อีกทั้งยังช่วยให้รักษาขีดความสามารถในการแข็งขันและบรรลุเป้าหมายการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันได้อย่างราบรื่น

พชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK กล่าวว่า “การแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น ทำให้ภาคธุรกิจจำเป็นต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมากขึ้น เพราะการดำเนินงาน (Execution) ที่ช้าและไม่สอดรับอัตราความเร็วของการทำธุรกิจในยุคดิจิทัล อาจทำให้องค์กรต้องพบกับอัตราต้นทุนค่าเสียโอกาสทางธุรกิจ (Opportunity Cost) มูลค่ามหาศาล จนถึงต้องออกจากธุรกิจหรือเสียตำแหน่งผู้นำในอุตสาหกรรมไปก็ได้ เหล่านี้เป็นเพียงหนึ่งในความท้าทายที่ผู้บริหารทั่วโลกกำลังเผชิญ แม้จะมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยสร้างข้อได้เปรียบ แต่หากขาดความรู้ความเชี่ยวชาญมากพอในการเลือกใช้เทคโนโลยีที่ไม่สอดรับกับธุรกิจและสภาพเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ก็อาจส่งผลเสียได้”

Related Posts

Scroll to Top