Influencer ระดับเล็กอย่าง Nano และ Micro Influencer มีอิทธิพล “ป้ายยา” ผู้บริโภคสูงกว่า Macro รีวิวจริงใจคล้ายเพื่อนคุย โดย TikTok ยังคงเป็นแพลตฟอร์มครองแชมป์วัดผลได้ชัดเจนที่สุด
ตวงพร เชื้อสำราญ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้าระดับสูงและผู้ก่อตั้ง บริษัท ไอเดียแล็บ จำกัด (IdeasLabs) เปิดเผยถึงทิศทางและแนวโน้มของตลาด Influencer Marketing ในปัจจุบันและปีหน้า โดยเน้นย้ำถึงบทบาทที่โดดเด่นของ Influencer ระดับ Nano และ Micro ซึ่งกำลังเข้ามามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค (End Consumer) มากกว่า Influencer ระดับใหญ่ (Macro)
พลัง “ป้ายยา” ของ Nano และ Micro Influencer
Insight ที่พบจากการทำแคมเปญ Influencer คือ อำนาจในการ “ป้ายยา” ของ Influencer กลุ่มเล็กอย่าง Micro และ Nano ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า Macro Influencer อย่างชัดเจน
ทั้งนี้ Nano Influencer (ผู้ติดตามประมาณ 5,000 – 10,000 คน) และ Micro Influencer (ผู้ติดตาม 10,000 – 30,000 คน) สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคได้มากกว่า เนื่องจากพวกเขา รีวิวด้วยความจริงใจ และมีลักษณะการสื่อสารคล้ายกับการพูดคุยในฐานะเพื่อน
ทำให้ผู้บริโภคดูแล้วเชื่อถือและนำไปสู่การตัดสินใจซื้อ ส่วน Macro Influencer มักถูกใช้เพื่อสร้าง Awareness หรือการรับรู้แบรนด์ แต่ความสามารถในการ Trigger ให้เกิดการตัดสินใจซื้อต่ำกว่ากลุ่มเล็ก
งบประมาณพุ่ง! แบรนด์หันพึ่งกลุ่มเล็กกระจายความเสี่ยง
ในช่วงปีที่ผ่านมา การเติบโตของการใช้ Micro และ Nano Influencer ในแคมเปญของลูกค้า เพิ่มขึ้นมากกว่า 50% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากการที่แบรนด์สามารถ วัดผลได้ชัดเจน ขึ้นจากการเชื่อมโยงกับระบบตะกร้าสินค้า (Affiliate Marketing)
โดยคาดการณ์ว่าในปี 2569 เทรนด์นี้จะยังคงมาแรงอย่างต่อเนื่อง และสัดส่วนการใช้งบประมาณในกลุ่ม Micro/Nano Influencer น่าจะ เติบโตขึ้นอีกอย่างน้อย 30% เนื่องจาก Affiliate Marketing คือปัจจัยเร่ง ที่สามารถจ่ายค่าตอบแทนแบบ Commission โดยไม่ต้องเสียค่ารีวิวล่วงหน้า
ทำให้แบรนด์เห็นว่าการลงทุนกับ Influencer กลุ่มนี้มีความคุ้มค่าสูง เพราะสามารถวัดผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) เป็นยอดขายได้ทันที
สัดส่วนงบการตลาดและรายได้ต่อเดือน
ปัจจุบันแบรนด์มีการจัดสรรงบประมาณ (Spend Budget) สำหรับ KOL Marketing / Influencer Marketing เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 30% ของงบประมาณการตลาดรวม และคาดว่าสัดส่วนนี้จะ เพิ่มขึ้นเป็น 35% – 40% ในปีหน้า เนื่องจากความสามารถในการวัดผล ROI ที่ชัดเจนกว่าสื่ออื่น
ทั้งนี้ รายได้ต่อเดือนของ Nano Influencer ประเมินขั้นต่ำอยู่ที่ประมาณ 10,000 บาทต่อเดือน (หรือ 120,000 บาทต่อปี) โดยคิดจากการรับงานประมาณ 10 งานต่อเดือน (งานละ 1,000 บาท) และ Micro Influencer ประเมินขั้นต่ำอยู่ที่ประมาณ 20,000 บาทต่อเดือน (หรือ 240,000 บาทต่อปี) โดยคิดจากการรับงานประมาณ 10 งานต่อเดือน (งานละ 2,000 บาท)
อย่างไรก็ตาม ตวงพร ระบุว่า Nano และ Micro Influencer ส่วนใหญ่ยังคงทำงานประจำหรือมีอาชีพอื่นควบคู่ไปด้วย ไม่ได้ผันตัวมาเป็นอาชีพหลักแบบเต็มเวลา เนื่องจากความถี่ในการรับงานที่ไม่ได้มีทุกวัน
TikTok ครองแชมป์แพลตฟอร์มมาแรงที่สุด
TikTok คือแพลตฟอร์มที่มาแรงที่สุดและมีสัดส่วนการ Spending สูงที่สุดในปีหน้า โดยคาดการณ์สัดส่วน Spending ในปี 2568 ว่า TikTok จะเป็นอันดับ 1 ด้วยสัดส่วน 50% เนื่องจากสามารถวัดผล Conversion, ติดตะกร้า และสร้างยอดขายได้ชัดเจน รวมถึงตอบโจทย์พฤติกรรม Impulse Purchase (ซื้อทันทีโดยไม่ได้วางแผน)
ส่วนอันดับ 2 คือ Meta (Facebook, IG) ที่มีฐาน User มากที่สุด และเข้าถึง Mass ได้กว้าง ใช้ในการสร้าง Awareness และ Consideration
ขณะที่ YouTube เป็นอันดับ 3 ที่มีสัดส่วนน้อยมาก เนื่องจากค่า Rate Card ของ YouTuber สูง และพฤติกรรมคนส่วนใหญ่มุ่งเน้นการเสพ Content ยาว เพื่อการศึกษาหรือสร้างแบรนด์/Brand Image
สำหรับ ราคาเฉลี่ยสินค้าใน TikTok ที่ประสบความสำเร็จในการขาย จะอยู่ในช่วง 100 – 300 บาท (ไม่เกิน 500 บาท) ซึ่งเป็น Ticket Price ที่คนทั่วไปตัดสินใจซื้อง่าย และแบรนด์สามารถทำกำไร (Margin) ได้
คำแนะนำสำหรับ Creator: ค้นหา Character ที่โดดเด่น
ในตลาด Influencer ที่มีภาวะ “เฟ้อ” คุณตวงพรแนะนำ Creator ที่ต้องการร่วมงานกับแบรนด์ว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการ ค้นหา Character และตัวตนของตนเองให้เจอ และหา ช่องว่าง (Gap) ในตลาดที่ยังไม่มีใครทำ หรือทำในสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร เพื่อให้แบรนด์เห็นคุณค่าและเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ถูกนึกถึง







