ตลาด EV ไทยโตพุ่ง ยอดสะสมทะลุ 1.2 แสนคัน ดันธุรกิจประกันภัยเผชิญความท้าทายใหม่ ค่าซ่อมพุ่ง 39.7%

ตลาด EV ไทยโตพุ่ง ยอดสะสมทะลุ 1.2 แสนคัน ดันธุรกิจประกันภัยเผชิญความท้าทายใหม่ ค่าซ่อมพุ่ง 39.7%

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทยกำลังเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเปลี่ยนผ่านจากช่วงแรก (Early Adoption) เข้าสู่การใช้งานในวงกว้าง (Mass Adoption) อย่างชัดเจน ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญมาจากความผันผวนของราคาน้ำมันโลกและต้นทุนการเดินทางระยะยาวที่คาดเดาได้ยาก ส่งผลให้ผู้บริโภคไทยหันมาเลือกใช้อีวีเป็นทางเลือกเชิงปฏิบัติ โดยความกังวลได้เปลี่ยนจากเรื่องระยะทางการขับขี่ในอดีต ไปสู่ความไม่แน่นอนด้านราคาน้ำมันในปัจจุบัน

สถิติตัวเลขสะท้อนการเติบโตอย่างเป็นรูปธรรม โดยในปี 2025 ตลาดรถ EV ในไทยเติบโตสูงถึง 80% มีจำนวนยอดจดทะเบียนสะสมทะลุ 120,000 คัน ขณะที่งาน Bangkok International Motor Show 2026 ที่ผ่านมา มียอดจองรถยนต์รวมสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 132,951 คัน ซึ่งมีแรงหนุนสำคัญมาจากยอดจองรถ EV ที่เพิ่มขึ้นตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นความคุ้มค่า เทคโนโลยี และประสิทธิภาพด้านต้นทุน

ความตื่นตัวดังกล่าวยังได้รับการสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐแบบครอบคลุมทั้งระบบนิเวศ ผ่านนโยบาย 30@30 ที่ตั้งเป้าผลิตรถ EV ให้ได้อย่างน้อย 30% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดในประเทศภายในปี 2030 พร้อมมาตรการ EV 3.5 ที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางการผลิต รวมถึงโครงการสินเชิอดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารออมสินที่ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงการเป็นเจ้าของรถ EV ได้ง่ายขึ้น

ธุรกิจประกันภัยเผชิญความท้าทายรอบด้าน

แม้ระบบนิเวศของรถ EV จะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ในมุมมองด้านการรับประกันภัยกลับต้องเผชิญกับรูปแบบความเสี่ยงที่แตกต่างและยังอยู่ในช่วงพัฒนาเมื่อเทียบกับรถยนต์สันดาป (ICE) โดยมีความท้าทายเชิงโครงสร้างที่สำคัญ 4 ประเด็น ดังนี้

  • อัตราการเกิดอุบัติเหตุสูงในซอฟต์แวร์ช่วงปีแรก: ผู้ขับขี่ยังอยู่ในช่วงปรับตัวกับลักษณะการขับขี่เฉพาะตัวของรถ EV เช่น ระบบชาร์จไฟกลับขณะชะลอความเร็ว (Regenerative Braking) ที่แรงหน่วงจะลดลงเมื่อแบตเตอรี่เต็ม รวมถึงแรงบิดฉับพลัน (Instant Torque) ที่มอเตอร์จ่ายกำลังสูงสุดทันทีเมื่อเหยียบคันเร่ง ทว่าหลังจากผ่านช่วงแรกไปแล้ว อัตราเกิดอุบัติเหตุมักจะกลับเข้าสู่ระดับใกล้เคียงกับรถยนต์สันดาป
  • ต้นทุนและการซ่อมแซมที่สูงขึ้น: ปัจจุบันค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถ EV สูงกว่ารถยนต์สันดาปโดยเฉลี่ยถึง 39.7% เนื่องจากความซับซ้อนของระบบแบตเตอรี่ ความจำเป็นในการใช้ช่างผู้เชี่ยวชาญ อุปกรณ์เฉพาะทาง และข้อจำกัดด้านอะไหล่ในตลาด
  • ปัญหาคอขวดของอู่ซ่อม: เครือข่ายอู่ซ่อมอิสระที่มีความเชี่ยวชาญด้านรถ EV ยังมีจำกัด งานซ่อมส่วนใหญ่จึงกระจุกตัวอยู่ที่ศูนย์บริการของผู้ผลิต ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการซ่อมและค่าสินไหมโดยรวมอยู่ในระดับสูง การขยายอู่ซ่อมอิสระที่ได้มาตรฐานในระยะยาวจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มการแข่งขันและลดต้นทุน
  • มูลค่ารถผันผวน: การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงในตลาดรถ EV ส่งผลให้ราคาตลาดและค่าเสื่อมราคาผันผวนอย่างรวดเร็ว ทำให้การประเมินความเสี่ยงและมูลค่าความเสียหายมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น

พฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัล กับบทบาทประกันภัยในฐานะ Safety Net

ผู้ซื้อรถ EV ถือเป็นกลุ่มผู้บริโภคยุคดิจิทัลที่มีพฤติกรรมศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดและระมัดระวัง ความกังวลจึงไม่ได้อยู่แค่เรื่องเครื่องยนต์หรือการเข้าศูนย์บริการ แต่ขยายไปสู่ความคุ้มครองแบตเตอรี่ซึ่งมีต้นทุนการเปลี่ยนทดแทนสูง รวมถึงประเด็นด้านซอฟต์แวร์ ความปลอดภัยในการชาร์จไฟ และระบบชาร์จไฟภายในบ้าน

ผู้บริโภคกลุ่มนี้คาดหวังประสบการณ์ดิจิทัลที่ราบรื่น ความโปร่งใส และผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่พัฒนาได้เท่าทันเทคโนโลยี ความท้าทายของธุรกิจประกันภัยในปัจจุบันจึงไม่ใช่เพียงการคุ้มครองตัวรถแบบเดิม แต่คือการทำหน้าที่เป็น “Safety Net” หรือตาข่ายรองรับความเสี่ยง เพื่อเปลี่ยนความไม่แน่นอนของเทคโนโลยีใหม่ให้เป็นต้นทุนที่คาดการณ์และบริหารจัดการได้ ซึ่งจะช่วยลดแรงเสียดทานและสร้างความมั่นใจในเปลี่ยนผ่านสู่ยุค EV ได้อย่างยั่งยืน

ความสำเร็จในระยะยาวของรถ EV ในประเทศไทย จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคารถหรือจำนวนสถานีชาร์จเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับความพร้อมของระบบนิเวศโดยรอบ ทั้งประกันภัย การซ่อมแซม และบริการหลังการขาย ว่าจะสามารถพัฒนาตัวตามได้เร็วเพียงใด เพื่อทำให้ประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถ EV เป็นเรื่องที่ไว้วางใจได้ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค

บทความโดย นิโคลัส ฟาเกต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งกลุ่มรู้ใจ

สุโรจน์ แสงสนิท นั่งนายก EVAT วาระ 2 ปักธงไทยฮับอีวีอาเซียน ลุยจัด iEVTech 2026 กรกฎาคมนี้

Scroll to Top