ไขความสำเร็จ: ทำไม ‘คลินิกสัตว์’ เล็กล้มหาย แต่ ‘โรงพยาบาลสัตว์’ ใหญ่โตสวนกระแสเศรษฐกิจ?

ไขความสำเร็จ: ทำไม 'คลินิกสัตว์' เล็กล้มหาย แต่ 'โรงพยาบาลสัตว์' ใหญ่โตสวนกระแสเศรษฐกิจ?

ขณะที่คลินิกรักษาสัตว์ขนาดเล็กในชุมชนต่างหมุนเวียนเปิดปิด และมีน้อยรายที่จะอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน แต่โรงพยาบาลสัตว์เอกชนขนาดใหญ่กลับยืนหยัดมาได้ตลอด 20-30 ปี ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นเหตุผลเชิงธุรกิจที่น่าสนใจในวงการสัตว์เลี้ยง

เมื่อกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ได้ออกมาแถลงข่าวฉลองการดำเนินกิจการครบรอบ 31 ปี พร้อมประกาศเป้าหมายรายได้ที่คาดว่าจะเติบโตถึง 100% ในปีหน้า ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจว่าแม้เศรษฐกิจไทยจะชะลอตัว ธุรกิจของโรงพยาบาลจะไม่ได้รับผลกระทบ แถมยังมีแผนขยายสาขาใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ตลาดสัตว์เลี้ยงในช่วงสิบปีที่ผ่านมาเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของอาหาร ของเล่น และอุปกรณ์ต่าง ๆ แม้ในปีนี้งานเอ็กซ์โปเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงหลายงานจะดูซบเซาลงบ้าง แต่ตลาดโดยรวมยังคงมองโลกในแง่ดีว่าธุรกิจนี้จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง นี่ไม่ใช่แค่เทรนด์ในไทย แต่เป็นแนวโน้มระดับโลก

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดเติบโตคือ “ความคิดของคนเลี้ยงที่เปลี่ยนไป” จากสัตว์เลี้ยงธรรมดาได้กลายเป็น “สมาชิกในครอบครัว” หรือที่เรียกว่า Pet Humanization ซึ่งในไทยเริ่มจากการเรียกน้องหมาน้องแมวว่า “ลูก” และเปลี่ยนจากเลี้ยงตามมีตามเกิดมาเป็น “เลี้ยงให้ดีที่สุด” ทั้งอาหารการกินที่ต้องดีและปลอดภัย ส่งผลให้สัตว์เลี้ยงมีอายุขัยเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากในอดีต และยิ่งสัตว์มีอายุยืนยาวขึ้น อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องก็เติบโตเป็นเงาตามตัว โดยเฉพาะในกลุ่มสัตว์เลี้ยงสูงวัยที่ยิ่งต้องดูแลอย่างใกล้ชิดและมีค่าใช้จ่ายสูง

ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจโรงพยาบาลสัตว์เอกชนในไทยอยู่ในช่วงลองผิดลองถูก จนได้ข้อสรุปว่าต้อง “ทำให้ใหญ่และน่าเชื่อถือ” โดยต้องมีเครื่องมือที่ครบครันและทันสมัย มีแผนกเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เช่น ศูนย์โรคตา, ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด, ศูนย์สมองและระบบประสาท หรือศูนย์กายภาพบำบัด ซึ่งทำให้โรงพยาบาลสามารถให้บริการแบบครบวงจรและเติบโตได้อย่างยั่งยืน ในทางตรงกันข้าม คลินิกสัตว์ขนาดเล็กที่สัตวแพทย์เปิดเองส่วนใหญ่กลับต้องปิดกิจการ แม้คนรุ่นใหม่จะยังสนใจธุรกิจนี้ แต่โอกาสรอดกลับน้อยลงมาก นี่จึงถือเป็นยุคของโรงพยาบาลขนาดใหญ่อย่างแท้จริง

การเติบโตของโรงพยาบาลใหญ่ยังส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาฝีมือสัตวแพทย์ไทย เพราะการได้รักษาเคสที่ซับซ้อน การใช้เครื่องมือที่ทันสมัย และการเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ทำให้ฝีมือการรักษาของแพทย์ไทยไม่เป็นรองใครในเอเชีย แม้ตลาดใหญ่ของจีนจะมีเครื่องมือที่ทันสมัยกว่าเพราะสามารถผลิตเองได้ แต่มาตรฐานฝีมือแพทย์ยังคงเป็นรองไทย

ปัจจุบันโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อมีสาขาถึง 21 แห่ง และมีแผนเปิดเพิ่มอีกอย่างน้อย 2 แห่งในไทย รวมถึงการเปิดสาขาต่างประเทศที่เวียดนามเป็นแห่งแรก การขยายสาขาในฐานะโรงพยาบาลขนาดใหญ่จำเป็นต้องมีการลงทุนสูงและเลือกทำเลที่ดีเยี่ยม แต่ในขณะเดียวกัน “ความได้เปรียบของการเป็นรายใหญ่” คือการหาพันธมิตรได้ง่ายและหลากหลาย เช่น การจับมือกับหมู่บ้านหรูเพื่อเข้าไปให้บริการถึงที่ หรือการทำโปรโมชันร่วมกับบัตรเครดิต รวมถึงการร่วมมือกับบริษัทประกันชีวิต จนทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ประกันสำหรับสัตว์เลี้ยงขึ้นมาใหม่ เชื่อได้ว่าในอนาคตจะมีพันธมิตรอีกมากมายเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งอย่างแน่นอน

นอกจากกลยุทธ์การขยายสาขาแล้ว ทองหล่อยังเล็งเห็นถึงการแข่งขันจากผู้เล่นรายใหม่ที่เข้ามาในตลาดมากขึ้น เพราะมีการคาดการณ์ว่าตลาดสัตว์เลี้ยงของไทยจะยังเติบโตถึง 7-8% จนถึงปี 2030 ในขณะที่ทองหล่อตั้งเป้าโต 100% จึงไม่แปลกที่ใคร ๆ ก็อยากเข้ามาแบ่งเค้ก ดังนั้นทองหล่อจึงต้องงัดไม้เด็ดด้วยการปรับระบบฐานข้อมูล, ไอที, และ AI ใหม่ทั้งหมด เพื่อป้องกันคู่แข่ง ด้วยความที่มีฐานข้อมูลสะสมมาอย่างยาวนานจึงเป็นข้อได้เปรียบสำคัญเหนือรายใหม่ ข้อมูลเหล่านี้ไม่เพียงแค่ใช้ดูแลลูกค้า แต่ยังสอดคล้องกับการจดทะเบียนสัตว์ของภาครัฐ และเป็นประโยชน์ในการวิจัยโรคใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้อีกด้วย ซึ่งท้ายที่สุดแล้วความรู้ที่แบ่งปันเหล่านี้จะย้อนกลับมาส่งเสริมธุรกิจของตัวเองในอนาคต เพราะเมื่อมีการค้นพบโรคใหม่ โอกาสที่สัตว์เลี้ยงจะถูกส่งมารักษาที่ทองหล่อก็ยิ่งมีมากขึ้น เรียกว่า “รับจบ”

ธุรกิจสัตว์เลี้ยงตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงปี 2030 จึงเป็น “เกมของรายใหญ่” ที่เน้นการสร้างแบรนด์ ไม่ใช่แค่การเป็นคลินิกเล็กๆ แต่ต้องมีระบบไอทีที่ทันสมัยและ AI ที่ชาญฉลาดเข้ามาสนับสนุน เพื่อให้สัตว์เลี้ยงมีอายุยืนยาวขึ้น และคนเลี้ยงก็สบายใจแม้จะต้องจ่ายเงินในกระเป๋ามากกว่าเดิม นี่คือแนวโน้มระดับโลกที่ต้องมองให้ขาด

Biztalk Inside : สมชาย งามวรรณกุล

Scroll to Top