แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) “Canon” เดินเกมรุกตลาดครั้งใหญ่ด้วยการเปิดตัวเครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชันตระกูล “imageFORCE Series” 4 รุ่นใหม่ ภายใต้แนวคิด “Make Business Move” ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดเครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชันอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชีย 7 ปีซ้อน
ชูโรงด้วยนวัตกรรม AI และโซลูชันที่ตอบโจทย์การทำงานยุคไฮบริดอย่างสมบูรณ์แบบ ผ่าน 4 แกนหลักคือ คุณภาพที่เชื่อถือได้ (Reliability), ความปลอดภัยขั้นสูง (Security), การเชื่อมต่อไร้รอยต่อ (Connectivity), และความยั่งยืน (Sustainability) พร้อมโชว์ศักยภาพโรงงานแคนนอน ปราจีนบุรี ในฐานะฐานการผลิตคุณภาพระดับโลกภายใต้คอนเซ็ปต์ Made in Thailand
ฮิโรชิ โยโกตะ ประธานบริษัทและประธานกรรมการบริหาร บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า “ในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความน่าเชื่อถือ ความมั่นคงปลอดภัย และการเชื่อมต่อออนไลน์ ได้กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญ เราจึงได้พัฒนา imageFORCE Series เพื่อช่วยสนับสนุนงานพิมพ์ได้อย่างชาญฉลาด พร้อมผสานแนวคิดความยั่งยืนเข้ากับการออกแบบ เรามั่นใจว่า imageFORCE Series จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยยกระดับศักยภาพให้ผู้ประกอบการไทยได้อย่างแท้จริง”

ตอบโจทย์เทรนด์โลกด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ
จากข้อมูลของ Quocirca ปี 2025 ชี้ว่า องค์กรยุคใหม่ต้องการเทคโนโลยีที่ทั้งชาญฉลาดและยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของ imageFORCE Series ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านี้อย่างครบวงจร
พงศพร กรอบสนิท ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ส่วนงานบิสซิเนส อิมเมจจิ้ง โซลูชั่น บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยว่า “ตลาดเครื่องถ่ายเอกสารสียังคงเติบโตต่อเนื่อง คาดว่าปี 2568 จะมียอดจำหน่ายสูงถึง 25,000 เครื่อง เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ถึง 127% ขณะที่ผู้ใช้งานกว่า 60% ยังมองว่าการพิมพ์เป็นสิ่งจำเป็นในการสื่อสารกับลูกค้า ปัจจัยเหล่านี้ชี้ว่าตลาดยังต้องการอุปกรณ์คุณภาพสูง ปลอดภัย และใส่ใจสิ่งแวดล้อม ซึ่ง imageFORCE สามารถตอบโจทย์ได้อย่างครอบคลุม” ไม่ว่าจะเป็น
Reliability (คุณภาพที่เชื่อถือได้): โดดเด่นด้วยการผลิตทั้งหมดในประเทศไทย ณ โรงงานแคนนอน จ.ปราจีนบุรี ภายใต้มาตรฐานระดับโลก พร้อมฟีเจอร์ AI วิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อแจ้งเตือนการบำรุงรักษาเชิงรุก (Predictive Maintenance) ลดปัญหาระหว่างการใช้งาน
Security (ความปลอดภัย 360°): ปกป้องข้อมูลสำคัญด้วยระบบประเมินความปลอดภัยต่อเนื่อง พร้อมแนะนำการตั้งค่าที่เหมาะสมตามสภาพแวดล้อมเครือข่ายของแต่ละองค์กรโดยอัตโนมัติ
Connectivity (การเชื่อมต่อไร้รอยต่อ): รองรับการทำงานยุคไฮบริดเต็มรูปแบบ สามารถเชื่อมต่อบริการ Cloud ชั้นนำ เช่น Google Drive™, Dropbox, OneDrive รวมถึง Microsoft Teams และ SharePoint Online ได้อย่างง่ายดาย
ชูธง ‘ความยั่งยืน’ ในทุกมิติ ตั้งแต่การผลิตจนถึงการใช้งาน
มาโกโตะ นากามูระ ประธานบริษัท แคนนอน ปราจีนบุรี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ไม่เพียงแค่มิติด้านคุณภาพ แต่แคนนอนยังให้ความสำคัญสูงสุดในการพัฒนา imageFORCE Series คือในด้าน “ความยั่งยืน (Sustainability)” ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่แนวคิด แต่ถูกถักทอเข้าไปในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต ไปจนถึงการใช้งานจริงในสำนักงาน เพื่อตอบสนองต่อเทรนด์ขององค์กรทั่วโลกที่หันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง โดยผลสำรวจจาก Quocirca ชี้ว่า ลูกค้ากว่า 69% คาดหวังให้พาร์ทเนอร์ทางธุรกิจมีส่วนร่วมในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
แคนนอนได้แสดงความมุ่งมั่นผ่านนวัตกรรมที่จับต้องได้ในหลายมิติ ดังนี้
1. การออกแบบและวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Sustainable by Design)
- พลาสติกรีไซเคิล 30%: ตัวเครื่อง imageFORCE ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิลในสัดส่วนสูงถึง 30% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาของแคนนอน ช่วยลดการใช้พลาสติกใหม่และลดขยะในวงจรการผลิต
- อายุการใช้งานชิ้นส่วนที่ยาวนานขึ้น: ชิ้นส่วนสิ้นเปลืองและอะไหล่ต่างๆ ถูกออกแบบใหม่ให้มีความทนทานและมีอายุการใช้งานยาวนานกว่าเดิม ทำให้ลดความถี่ในการเปลี่ยนชิ้นส่วน ซึ่งหมายถึงการลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ในระยะยาว
- ลดน้ำหนักและขนาด: โครงสร้างตัวเครื่อง (Chassis) ได้รับการออกแบบใหม่ให้มีน้ำหนักเบาลงและใช้สกรูน้อยลง ประกอบกับบรรจุภัณฑ์ที่เปลี่ยนจากโฟมกันกระแทกมาเป็นกระดาษแข็งรีไซเคิลทั้งหมด ทำให้ขนาดและน้ำหนักโดยรวมลดลง ส่งผลให้การขนส่งมีประสิทธิภาพมากขึ้นและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
2. เทคโนโลยีประหยัดพลังงานอัจฉริยะ (Energy Efficiency)
- ผงหมึกจุดหลอมเหลวต่ำ: imageFORCE Series ใช้ผงหมึก (Toner) สูตรใหม่ที่มีจุดหลอมเหลวต่ำกว่าเดิม ทำให้ชุดทำความร้อน (Fusing Unit) ใช้พลังงานในการสร้างความร้อนเพื่อหลอมละลายผงหมึกให้ติดกับกระดาษน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ
- ระบบหลอมรวมตามความต้องการ (On-Demand Fusing): เทคโนโลยีเอกสิทธิ์ของแคนนอนที่ช่วยให้เครื่องเข้าสู่โหมดพร้อมใช้งานได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องอุ่นเครื่องค้างไว้ตลอดเวลา ทำให้ประหยัดพลังงานไฟฟ้าในช่วงที่ไม่มีการใช้งาน
3. การทำงานที่ส่งเสริมพฤติกรรมรักษ์โลก (Empowering Users)
- แดชบอร์ดรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม: ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบสถิติการใช้งานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้โดยตรงจากหน้าจอเครื่องพิมพ์ โดยจะแสดงข้อมูลเป็นกราฟที่เข้าใจง่าย เช่น อัตราการลดใช้กระดาษที่คำนวณจากการพิมพ์สองหน้า (Duplex) หรือการย่อรวมหลายหน้าในแผ่นเดียว (N-in-1) และปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้า ซึ่งช่วยสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมให้พนักงานปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการพิมพ์ให้ยั่งยืนยิ่งขึ้น
4. ลดผลกระทบจากกระบวนการบริการ (Sustainable Service)
- AI ตรวจสอบเชิงรุก: ด้วยเทคโนโลยี AI ที่สามารถวิเคราะห์และคาดการณ์การบำรุงรักษาล่วงหน้า (Predictive Maintenance) ช่วยให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ก่อนที่จะเกิดขึ้นจริง ลดจำนวนครั้งที่วิศวกรต้องเดินทางมาให้บริการที่สำนักงานของลูกค้า ซึ่งเป็นการช่วยลดการใช้พลังงานในการเดินทางและลดการปล่อยมลพิษได้อีกทางหนึ่ง

เปิดตัว 4 รุ่นใหม่ ตอบโจทย์ทุกขนาดธุรกิจ
แคนนอนพร้อมวางจำหน่าย imageFORCE Series 4 รุ่นใหม่ภายในปี 2568 นี้ ได้แก่:
- imageFORCE C7165: รุ่นเรือธงประสิทธิภาพสูงสุด ครบเครื่องทั้งคุณภาพและฟีเจอร์อัจฉริยะ
- imageFORCE C5100: เครื่องพิมพ์สี A3 ความเร็วสูง รองรับงานพิมพ์ปริมาณมาก
- imageFORCE 6100: เครื่องพิมพ์ขาวดำ A3 ที่ยืดหยุ่น ตอบสนองการทำงานที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
- imageFORCE C3150: เครื่องพิมพ์สีดีไซน์กะทัดรัด เหมาะกับออฟฟิศขนาดกลาง (กำหนดวางจำหน่าย พฤศจิกายน 2568)
นอกจากนี้ แคนนอนยังได้นำเสนอเทคโนโลยี D² Exposure ที่ใช้อุปกรณ์จอแสดงผล OLED ในการสร้างภาพ ทำให้ได้งานพิมพ์คุณภาพพรีเมียม สีสันสดใส ตัวอักษรคมชัดในทุกมิติ ด้วยความละเอียดสูงถึง 4,800 x 2,400 dpi เหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการงานพิมพ์คุณภาพสูงสุด
‘Made in Thailand’ ศักยภาพการผลิตระดับโลก
มาโกโตะ นากามูระ กล่าวเสริมว่า “การเปิดตัวครั้งนี้สะท้อนถึงศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตเทคโนโลยีระดับโลก ปัจจุบันโรงงานผลิตเครื่องพิมพ์ 20 รุ่น และกำลังจะผลิต imageFORCE Series ใหม่อีก 9 รุ่นภายในปี 2568 นี้”
การเปิดตัว imageFORCE Series ถือเป็นก้าวสำคัญของแคนนอนในการปฏิวัติตลาดงานพิมพ์ จากผู้จำหน่ายเครื่องถ่ายเอกสารสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันครบวงจร ที่พร้อมขับเคลื่อนให้ทุกธุรกิจเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
–HPE จับมือ NVIDIA ปลดล็อกศักยภาพ Agentic AI และ Physical AI ด้วยขุมพลัง Blackwell ใหม่ล่าสุด







