ตลาด “คาแรคเตอร์มาร์เก็ตติ้ง” (Character Marketing) ในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดและรวดเร็วที่สุดในช่วงเวลานี้ หนึ่งในกระแสที่มาแรงในประเทศไทยคงหนีไม่พ้น Pop Mart ที่เรามักจะเห็นคนไปต่อคิวรอซื้อ Art Toy ทั้งกลุ่มที่สะสมเอง หรือซื้อเพื่อไปขายต่อ
หรืออย่าง น้องหมีเนย (Butter Bear) ที่เริ่มต้นจากการเป็นคาแรกเตอร์ของแบรนด์ตัวเอง แต่ปัจจุบันได้มีการทำ Collabaration Marketing กับแบรนด์ต่างๆ มากมาย

ล่าสุด เราได้เห็น ‘ขายหัวเราะ’ แบรนด์ที่มีคาแรกเตอร์มากมายภายใต้ วิธิตากรุ๊ป ลงมาเล่นในตลาด “คาแรคเตอร์มาร์เก็ตติ้ง” ผ่านการจัดอีเวนต์ใหญ่อย่าง “Character Fest Thailand ครั้งที่ 1” ให้เป็นเวทีให้คาแรกเตอร์มาแสดงพลังอย่างเต็มที่ จัดขึ้นที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ วันที่ 14–17 สิงหาคม 2568
จากการที่แบรนด์หันมาใช้คาแรคเตอร์ในการสื่อสารแทนคนมากขึ้น ทำให้เกิดช่องทางการตลาดรูปแบบใหม่ขึ้นอีกมากมาย โดยใช้จุดแข็งของคาแรกเตอร์ที่เหมาะกับแบรนด์มาเป็นตัวชูโรง ให้ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมาย เกิดความสนใจในแบรนด์มากขึ้น
เปิดจุดแข็ง “คาแรคเตอร์” สินทรัพย์แบรนด์แห่งอนาคต
หากจะแบ่งจุดแข็ง ความน่าสนใจของการตลาดที่ใช้คาแรกเตอร์ในปัจจุบันจะพบว่ามีจุดแข็งมากมายหลายด้าน
ข้อดีข้อแรก ของการใช้คาแรคเตอร์คือความเป็นมิตร (Friendly) ที่สามารถเข้าถึงคนได้ทุกเพศทุกวัย ช่วยทลายกำแพงอคติที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้บุคคลจริงซึ่งมีเรื่องของเพศ วัย หรือรูปลักษณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ คาแรคเตอร์ยังถือเป็นสินทรัพย์ (Asset) ระยะยาวที่สร้างขึ้นเพียงครั้งเดียวแต่สามารถอยู่กับแบรนด์ได้ตลอดไป
ข้อดีต่อมาคือ คาแรคเตอร์ไม่มีวันแก่ เจ็บป่วย หรือเบี้ยวงาน และที่สำคัญคือไม่มีความเสี่ยงเรื่องดราม่าส่วนตัวที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ ต่างจากพรีเซนเตอร์มนุษย์ที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาและสถานการณ์
ในด้านต้นทุน การสร้างคาแรคเตอร์หรือแอนิเมชันเพื่อต่อยอดทางการตลาด ยังถือว่าใช้ต้นทุนต่ำกว่าการถ่ายทำโฆษณาที่ใช้คนจริง สามารถจบงานได้ในทีมโดยไม่มีปัญหาเรื่องการเลื่อนคิว
ยิ่งไปกว่านั้น คาแรคเตอร์ยังเป็นตัวช่วยในการทำเรื่องยากและซับซ้อน เช่น การให้ความรู้ด้านการแพทย์ การเงิน การลงทุน ให้กลายเป็นเรื่องง่าย สนุกมากขึ้น และใกล้ตัวผู้บริโภคมากขึ้น

ความท้าทายและโอกาสสู่ตลาดโลก
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับผู้นำด้านคาแรกเตอร์อย่างญี่ปุ่น (Sanrio) หรือสหรัฐอเมริกา (Disney) ตลาดคาแรคเตอร์ของไทยยังถือว่าอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ยังมีโอกาสสามารถเติบโตได้อีกมหาศาล
พิมพ์พิชา อุตสาหจิต กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทวิธิตากรุ๊ป มองว่าหัวใจสำคัญในการสร้างคาแรคเตอร์ให้เป็นที่รักและประสบความสำเร็จ คือการเข้าใจ Insight ของกลุ่มเป้าหมาย และการสร้าง “Human Touch” หรือการปฏิสัมพันธ์ที่ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าคาแรคเตอร์นั้นมีตัวตนจริงและเข้าถึงได้ผ่านกิจกรรมหรือโซเชียลมีเดีย
พิมพ์พิชา ยังเสริมอีกว่า การจะผลักดันคาแรคเตอร์ไทยสู่ระดับสากลนั้น สิ่งที่ต้องการมากกว่าแค่เงินทุนสนับสนุน คือ “โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure)” ที่เป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นช่องทางการเผยแพร่ หรือการสนับสนุนให้คาแรคเตอร์ไทยได้มีพื้นที่ในตลาดต่างประเทศ เพื่อสร้างมูลค่าและต่อยอด Soft Power ของประเทศให้เติบโตในเศรษฐกิจสร้างสรรค์ต่อไปในอนาคต

จักรวาล “ขายหัวเราะ” กับการเจาะกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่าง
สำหรับแบรนด์ “ขายหัวเราะ” ที่เรียกว่าอยู่คู่กับคนไทยมาอย่างยาวนานถึง 50 ปี ได้สร้างจักรวาลคาแรคเตอร์ที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น บ.ก.วิติ๊ด ที่สื่อสารกับกลุ่มคนทำงานซึ่งเติบโตมากับการ์ตูน, ปังปอนด์ ที่ครองใจกลุ่มเด็กและครอบครัว (Kids and Family), หนูหิ่น ที่เน้นความสนุกสนานและเป็นตัวแทนของความ Local หรือ คุณมิลค์ ที่สะท้อนภาพลักษณ์ผู้หญิงสวยและทันสมัย
นอกจากตัวคาแรคเตอร์แล้ว เอกลักษณ์อย่าง “แก๊กติดเกาะ” หรือ “แก๊กมุมตึก” ยังสามารถสะท้อน Insight ของคนไทย และทำเห็นว่า คาแรกเตอร์ของขายหัวเราะนั้นถึงแม้จะโด่งดังในยุคอนาล็อก แต่ก็สามารถปรับตัวให้เข้ากับคนรุ่นใหม่ที่เกิดมาในยุคดิจิทัลได้
ที่ผ่านมาคาแรกเตอร์ขายหัวเราะก็ได้ร่วมมือกับทางด้านการตลาดกับแบรนด์ดังๆ หลายแบรนด์อย่าง Farmhouse, Mc Jeans, หอแว่น และแสนสิริ
ทั้งนี้ การจัดงาน “Character Fest Thailand ครั้งที่ 1” มหกรรมรวมพลตัวการ์ตูนและคาแรกเตอร์ไทยของวิธิตากรุ๊ปในครั้งนี้ เป็นการการันตีว่า ขายหัวเราะ จะเดินหน้าธุรกิจ Character Marketing เต็มรูปแบบ และเราคงจะได้เห็นอะไรใหม่ๆ อีกมากมายหลังจากนี้
–ขายหัวเราะ ปลุกพลังคาแรกเตอร์ไทย จัดงาน ‘Character Fest Thailand’ ครั้งที่ 1 ดัน Soft Power ไทย







