ซินเน็ค (ประเทศไทย) หรือ SYNNEX จัดงานใหญ่ “SYNNEX OPEN HOUSE 2026” ประกาศยกระดับบทบาทจากผู้จัดจำหน่ายสู่การเป็น Technology Empowerment Partner มุ่งสร้างการเติบโตเชิงมูลค่าผ่านระบบนิเวศเทคโนโลยี (IT Ecosystem) ในยุคปัญญาประดิษฐ์ พร้อมเปิดตัวพื้นที่จัดแสดงนวัตกรรมที่ใหญ่ที่สุดและคลังสินค้าอัจฉริยะแห่งแรกที่ใช้ระบบ System 5 ในไทย ตั้งเป้าหมายรายได้แตะระดับ 53,000 ล้านบาท
พลิกโฉมธุรกิจสู่ยุค AI เป็นแกนหลักเศรษฐกิจดิจิทัล
สุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ซินเน็ค (ประเทศไทย) หรือ SYNNEX เปิดเผยว่า ปี 2569 คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ แต่เป็นแกนหลักของเศรษฐกิจดิจิทัล บริษัทจึงวางกลยุทธ์เชิงรุกรับคลื่นการอัปเกรดเทคโนโลยีครั้งใหญ่ ทั้ง AI PC, AI Smartphone รวมถึงการเติบโตของ Cloud และ Data Center จากการลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกในไทย โดยปัจจุบันโครงสร้างรายได้หลักมาจากกลุ่มสินค้า Apple 30%, สินค้าไอทีคอนซูเมอร์ 20%, กลุ่ม Commercial/Enterprise 20% และกลุ่มสมาร์ทโฟน/Gadget 20%

ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้วย Smart Warehouse
เพื่อให้สอดรับกับการเติบโต SYNNEX ได้เปิดตัวคลังสินค้าและระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะบนพื้นที่ 9,000 ตารางเมตร โดยเป็นแห่งแรกในไทยที่นำระบบ System 5 มาใช้งาน พร้อมเทคโนโลยีจัดเก็บและเบิกสินค้าอัตโนมัติ (ASRS) และหุ่นยนต์ HaiPick ที่หยิบสินค้าได้สูงสุด 10,000 ชิ้นต่อชั่วโมง รองรับการจัดการสินค้ากว่า 12.8 ล้านชิ้นต่อปี และช่วยดันยอดขายต่อเดือนเพิ่มขึ้นได้ถึง 62%
ไฮไลท์ “Synnex Technology Showcase” 5 โซนอัจฉริยะ
นอกจากนี้ SYNNEX ยังได้เปิดตัวพื้นที่จัดแสดงนวัตกรรมครบวงจร เพื่อเชื่อมต่อเทคโนโลยีระดับโลกสู่การใช้งานจริงในทุกมิติ ประกอบด้วย:
- The Living Future: บ้านอัจฉริยะและโซลูชันพลังงาน Solar & ESS
- Synnex Smart Town: เมืองอัจฉริยะที่ใช้ AI วิเคราะห์ความปลอดภัย การจราจร และระบบ Smart Parking
- Future Workplace: ที่ทำงานยุคใหม่รองรับ Hybrid Work พร้อมระบบ Cybersecurity และ Collaboration Solution
- Smart Learning Hub: ห้องเรียนอัจฉริยะเชื่อมต่อ Online-Offline ไร้รอยต่อ
- Smart Wellness for Better Life: การใช้ AI, Medical IoT และ Telemedicine ยกระดับระบบสาธารณสุข

ปัจจัยบวกและท้าทายในปี 2569
แม้จะมีความท้าทายเรื่องราคาสินค้าไอทีบางกลุ่มที่อาจปรับขึ้นประมาณ 10% จากภาวะชิปขาดแคลน โดยเฉพาะกลุ่มอุปกรณ์ที่ต้องใช้ชิป AI หรือส่วนประกอบอย่าง RAM และ Hard Disk ที่อาจเกิดภาวะขาดตลาด (Supply Shortage) แต่ SYNNEX มองว่าเป็นโอกาสในการเติบโตเชิงมูลค่า (Value-added) จากการใช้โซลูชันที่ซับซ้อนและมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่คาดว่าจะเติบโตโดดเด่นในปีนี้ ได้แก่ กลุ่ม Smartphone, Wearable, Gaming และที่น่าจับตามองเป็นพิเศษคือกลุ่ม Solar และ Healthcare Solution ซึ่ง Synnex กำลังพัฒนาแพลตฟอร์มร่วมกับพันธมิตรเพื่อนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการวิเคราะห์และดูแลสุขภาพแบบป้องกัน
สุธิดา กล่าวทิ้งท้ายว่า SYNNEX พร้อมที่จะเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยให้ลูกค้าและคู่ค้าใช้เทคโนโลยีได้อย่างเต็มศักยภาพ ภายใต้แนวคิด “Empowering the Future Together” เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว
–CEO การบินไทย ชี้ไทยมีศักยภาพเหนือกว่าสิงคโปร์ทุกด้าน จี้รัฐรื้อระบบนิเวศการบิน







