ปีนี้ธุรกิจด้านการรักษาความปลอดภัยกำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แม้จะไม่ใช่ธุรกิจที่มีมูลค่าสูงมาก แต่ก็เข้าไปเกี่ยวข้องกับต้นทุนของธุรกิจในวงกว้าง จนทำให้ธุรกิจอื่นๆ ต้องปรับเปลี่ยนแผนตามไปด้วย
เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา SECOM (ซีคอม) จากประเทศญี่ปุ่น ในนามบริษัท รักษาความปลอดภัย ไทยซีคอม ได้จัดงานเปิดตัวสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ที่ถนนพระราม 3 โดยกล่าวย้ำว่า ไทยเป็นตลาดสำคัญที่สุดของ SECOM ในภูมิภาคอาเซียน และการเปิดสำนักงานใหม่แห่งนี้เป็นมากกว่าการขยายพื้นที่ แต่คือการรวมศูนย์กลางสำคัญของธุรกิจไว้ในที่เดียว

SECOM ชูโมเดล ‘Hybrid Security’ ผสานคนและเทคโนโลยี
SECOM อยู่ในตลาดไทยมานานกว่า 37 ปี มีการทำตลาด สร้างแบรนด์ และใช้พรีเซนเตอร์มาโดยตลอด ทำให้ SECOM มีความแตกต่างจากคู่แข่งอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ยังมีแนวทางธุรกิจที่แตกต่างจากบริษัทรักษาความปลอดภัยทั่วไป
SECOM ดำเนินธุรกิจใน 3 ส่วนหลัก คือ:
- เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย: เช่นเดียวกับบริษัททั่วไป
- ศูนย์ควบคุมและทีมเผชิญเหตุ: มีเจ้าหน้าที่คอยติดตามสถานการณ์ของลูกค้าทั่วประเทศตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านศูนย์ควบคุมแบบเรียลไทม์ เพื่อเฝ้าระวัง ประสานงาน และส่งทีมผู้เชี่ยวชาญเข้าจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินแทนลูกค้า
- โซลูชั่นด้านไอที: ให้บริการเทคโนโลยีความปลอดภัย เช่น กล้องวงจรปิด ระบบแจ้งเตือน ซึ่งลูกค้าจำเป็นต้องติดตั้งระบบของ SECOM เท่านั้น ถือเป็นส่วนหนึ่งของบริการ
SECOM เรียกแนวคิดนี้ว่า “Hybrid Security” คือการผสานระบบรักษาความปลอดภัยเข้ากับเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญของมนุษย์ ซึ่งโมเดลนี้เข้ามาตอบโจทย์ปัญหาต้นทุนค่าแรงของเจ้าหน้าที่ที่สูงขึ้น โดยเฉพาะหลังการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ

พ.ร.บ. 2568 ตัวเร่งปฏิกิริยา เพิ่มต้นทุน-บีบรายเล็ก
ประเด็นนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับ พ.ร.บ.ธุรกิจรักษาความปลอดภัย พ.ศ. 2568 ที่เพิ่งมีผลบังคับใช้ ซึ่งกำหนดเรื่องค่าแรงและค่าล่วงเวลาไว้อย่างชัดเจน ทำให้ต้นทุนของบริษัทรักษาความปลอดภัยสูงขึ้นมาก ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อบริษัทขนาดเล็กที่ไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้ในสภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ จนเริ่มมีการปิดกิจการไปแล้วหลายแห่ง โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้สมาคมธุรกิจที่เกี่ยวข้องต้องหาทางออก และได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองแล้ว แต่ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร คาดว่าภายในสิ้นปีนี้ เราอาจได้เห็นบริษัทรักษาความปลอดภัยรายเล็กหายไปจากตลาดไม่ต่ำกว่า 30-40 ราย
นี่จึงเป็นโอกาสของรายใหญ่ที่จะเข้ามาครองส่วนแบ่งตลาดมากขึ้น ตราบใดที่เศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง แนวโน้มนี้ก็จะยังคงดำเนินต่อไป
อนาคตตลาด: สมรภูมิของรายใหญ่ และการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบอัตโนมัติ
ในอนาคต กลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น ธนาคาร จะเลือกใช้บริการครบวงจรจากบริษัทใหญ่ ส่วนลูกค้ารายย่อยและบ้านพักอาศัย จะเปลี่ยนจากการจ้างเจ้าหน้าที่มาเป็นการใช้เทคโนโลยีที่เชื่อมต่อกับศูนย์ควบคุมและมีทีมเผชิญเหตุเข้ามาดูแลแทน
การแถลงข่าวของ SECOM จึงเปรียบเสมือนการประกาศศักดาของรายใหญ่ที่กำลังจะเข้ามาครองตลาด ในขณะที่รายเล็กค่อยๆ หายไปอย่างเงียบเชียบ สิ่งที่น่าจับตาหลังจากนี้คือ กฎหมายใหม่จะสามารถยกระดับมาตรฐานวิชาชีพของพนักงานรักษาความปลอดภัยให้มีรายได้และสวัสดิการที่ดีขึ้นได้จริงหรือไม่ หากทำไม่ได้ ก็คงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง
Biztalk Inside : สมชาย งามวรรณกุล
คำค้น : ธุรกิจรักษาความปลอดภัย , SECOM , พ.ร.บ.ธุรกิจรักษาความปลอดภัย 2568 , รปภ. , Hybrid Security , บริษัท รปภ. , ความปลอดภัย , กล้องวงจรปิด



