VST ECS จับมือ AGIBOT ลุยตลาดหุ่นยนต์ Humanoid ในไทย

VST ECS จับมือ AGIBOT ลุยตลาดหุ่นยนต์ Humanoid ในไทย

VST ECS (Thailand) ประกาศจับมือ AGIBOT ผู้พัฒนาหุ่นยนต์อัจฉริยะ เพื่อนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์เสมือนมนุษย์ (Humanoid Robot) และปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ (Embodied AI) เข้ามาเปิดตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ หวังสร้าง New S-Curve และเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้กับเครือข่ายดีลเลอร์ทั่วประเทศ พร้อมปักธงยกระดับประเทศไทยจากดิจิทัลฮับ สู่การเป็นศูนย์กลางแห่ง AI (Intelligence Hub)

สมศักดิ์ เพ็ชรทวีพรเดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วีเอสที อีซีเอส (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า ในโอกาสที่บริษัทเติบโตอย่างมั่นคงมาตลอด 38 ปี การก้าวเข้าสู่ธุรกิจหุ่นยนต์ Humanoid ในครั้งนี้ถือเป็นการลงทุนครั้งสำคัญเพื่ออนาคต โดย VST ECS ได้รับความไว้วางใจให้เป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ซึ่งเป้าหมายหลักไม่ใช่การนำหุ่นยนต์เข้ามาทดแทนแรงงานคนจนทำให้ตกงาน แต่เป็นการนำเข้ามาเพื่อเสริมประสิทธิภาพการทำงาน (Productivity) ในจุดที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้

โดยบริษัทมีความพร้อมเต็มพิกัดในการรองรับธุรกิจนี้ ทั้งสาขาที่มีครอบคลุม 11 แห่งทั่วประเทศ คลังสินค้าปัจจุบันขนาดกว่า 15,000 ตารางเมตรที่มีแผนขยายใหญ่ขึ้นในอีก 3 ปีข้างหน้า รวมถึงการเตรียมเปิดศูนย์บริการซ่อมบำรุงและจัดจำหน่ายอะไหล่ร่วมกับ Agibot ในอนาคต

VST ECS จับมือ AGIBOT ลุยตลาดหุ่นยนต์ Humanoid ในไทย

นอกจากนี้ VST ECS ยังเปิดโมเดลทางธุรกิจที่ยืดหยุ่นเพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมในยุคนี้อย่างครอบคลุม ทั้งรูปแบบการขายขาด การเช่าใช้ (รายสัปดาห์/รายเดือน/รายปี) และการเช่าซื้อแบบผ่อนชำระนาน 3-5 ปี พร้อมเปิดรับพันธมิตรกลุ่มนักพัฒนา (Developer) ไทย มาร่วมกันสร้างสรรค์ซอฟต์แวร์เพื่อตอบโจทย์การใช้งานจริงในแต่ละอุตสาหกรรม เช่น การพัฒนาหุ่นยนต์สี่ขา (Quadrupeds) ให้เป็นสุนัขเฝ้าบ้านหรือสุนัขรักษาความปลอดภัยในออฟฟิศ ที่สามารถเชื่อมต่อกล้อง สื่อสารผ่านมือถือ แจ้งเหตุไปยังสถานีตำรวจ หรือเชื่อมโยงระบบสื่อสารผ่านเรดาร์และดาวเทียม

ด้าน อาเบล เติ้ง ประธานบริหารประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและตะวันออกกลาง บริษัท อะจิบอท อินโนเวชัน (เซี่ยงไฮ้) เทคโนโลยี จำกัด (AgiBot) ระบุว่า งานในครั้งนี้ถือเป็นงาน Partner Conference ในต่างประเทศครั้งแรกของ Agibot โดยบริษัทก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 ด้วยวิสัยทัศน์ที่ต้องการสร้างผลผลิตที่ไร้ขีดจำกัดผ่านหุ่นยนต์อัจฉริยะ และภายในเวลาเพียง 2 ปีครึ่ง Agibot สามารถสร้างสิ่งมหัศจรรย์ด้วยการก้าวขึ้นเป็นอันดับ 1 ของโลกในแง่ยอดจัดส่งและส่วนแบ่งการตลาดของหุ่นยนต์ Humanoid สูงถึง 39% ทั่วโลก โดยเมื่อเดือนมีนาคม-เมษายนที่ผ่านมา บริษัทเพิ่งฉลองการผลิตหุ่นยนต์ Humanoid ตัวที่ 10,000 ซึ่งได้นำไปทูลเกล้าฯ ถวายแด่เจ้าหญิงแห่งกาตาร์

VST ECS จับมือ AGIBOT ลุยตลาดหุ่นยนต์ Humanoid ในไทย

ในแง่ของผลประกอบการ Agibot สามารถทำรายได้ทะลุ 1 พันล้านหยวนภายในเวลาเพียง 2 ปีครึ่ง และในครึ่งแรกของปีนี้ คาดว่าจะปิดรายได้ที่ 2 พันล้านหยวน ซึ่งเติบโตจากปีที่แล้วถึงสองเท่าตัว ทำให้บริษัทมั่นใจว่าจะครองแชมป์อันดับ 1 ของโลกทั้งในแง่รายได้และยอดจัดส่งเมื่อสิ้นปีนี้

สำหรับหัวใจสำคัญของความสำเร็จแบบ “Agibot Speed” ประกอบด้วย 3 ปัจจัยหลัก:

  1. กลยุทธ์ Three Intelligences into One: การผสานความฉลาด 3 ด้านเข้าด้วยกัน คือ ความฉลาดในการเคลื่อนที่ (Locomotion), ความฉลาดในการปฏิสัมพันธ์และสื่อสาร (Interaction) ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าทางอารมณ์ และความฉลาดในการจัดการเชิงกายภาพ (Manipulation) โดยปัจจุบันหุ่นยนต์รุ่น G2 ของ Agibot กว่า 20 ตัว ได้ถูกนำไปใช้งานจริงแล้วในสายการผลิตของโรงงาน Lunche ซึ่งทำหน้าที่ได้แม่นยำระดับมิลลิเมตรและตอบโจทย์ความต้องการของโรงงานจริงได้เป็นรายแรกของโลก
  2. ผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกสถานการณ์ (Full Stack & Full Scenarios): มีสินค้าหลากหลายตั้งแต่หุ่นยนต์เสมือนมนุษย์ขนาดเต็มตัวรุ่น A2, A3 หุ่นยนต์ครึ่งตัวรุ่น X2 ที่มีความคล่องตัวสูง หุ่นยนต์ล้อเลื่อนรุ่น G2 เครื่องจักรอุปกรณ์ทำความสะอาด ไปจนถึงหุ่นยนต์สี่ขา (หุ่นยนต์สุนัข) ที่มีตั้งแต่ขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ โดยรุ่นใหญ่สามารถแบกน้ำหนักได้มากกว่า 70 กิโลกรัม ส่วนรุ่นกลางแบบติดล้อทำความเร็วได้ถึง 8 เมตรต่อวินาที เหมาะสำหรับงานตรวจตรา ลาดตระเวนในโรงงาน และงานกู้ภัยฉุกเฉิน ซึ่งบริษัทได้ระบุ 8 สถานการณ์หลักในการนำหุ่นยนต์เหล่านี้ไปปรับใช้จริง
  3. ระบบนิเวศแบบเปิด (Open-source Ecosystem): Agibot มีสายเลือดของการเป็นผู้สร้างระบบนิเวศ โดยเปิดโอเพ่นซอร์สระบบปฏิบัติการหุ่นยนต์ระบบแรกของอุตสาหกรรมอย่าง LinkOS, แพลตฟอร์มปรับแต่ง LinkCraft, แพลตฟอร์มพัฒนาแบบไม่ต้องเขียนโค้ด (Zero-coding) อย่าง LinkStore เพื่อให้หุ่นยนต์มีบุคลิกภาพเฉพาะตัว รวมถึงเปิดคลังข้อมูลขนาด 10 ล้านระดับ และแพลตฟอร์ม end-to-end Genius Studio สำหรับเก็บข้อมูลและเทรนโมเดล AI เพื่อให้พาร์ทเนอร์และนักพัฒนานำไปต่อยอดได้อย่างเสรี

จากประสบการณ์การทำงานในไทยมาเกือบ 8 ปี อาเบล เติ้ง มองว่า ประเทศไทยผ่านยุคของการเป็นดิจิทัลฮับมาได้อย่างยอดเยี่ยม และตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่จะก้าวเข้าสู่การเดินทางครั้งใหม่ในยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์ (AI Journey) เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยให้กลายเป็น Intelligence Hub หรือ AI Hub ของภูมิภาค โดยมีการคาดการณ์จากผู้นำธุรกิจโลกว่าในอนาคตอันใกล้ ตลาดหุ่นยนต์ Embodied AI หรือ Physical AI จะมีขนาดใหญ่มาก

หากในอนาคตทั่วโลกมีการใช้งานหุ่นยนต์ถึง 1 หมื่นล้านตัว ประเทศไทยอาจมีสัดส่วนการใช้งานถึง 50 ล้านตัว ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลเทียบเท่ากับตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในประเทศได้สูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี พ.ศ. 2578 – 2583 โดยหุ่นยนต์เหล่านี้จะเข้ามามีบทบาททั้งในภาคอุตสาหกรรม การดูแลผู้สูงอายุ การทำความสะอาดบ้าน และการศึกษาในพื้นที่ห่างไกล เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดียิ่งขึ้น

Meta จับมือ EssilorLuxottica เปิดตัว ‘Meta Glasses’ แว่นตา AI อัจฉริยะ ดึง Kylie Jenner ร่วมดีไซน์

Scroll to Top