บริษัท วีเอสที อีซีเอส (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศขับเคลื่อนระบบนิเวศอุตสาหกรรมเทคโนโลยีไทย ในงาน VST ECS The Show Day in Bangkok 2026 ภายใต้แนวคิด “Prompt The Next Frontier” โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านคำสั่งดิจิทัลสู่ระบบอัจฉริยะ พร้อมชูกลยุทธ์ 3 เสาหลัก ได้แก่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI), ความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Infrastructure & Data Center)
บุญชัย อัศวชัยสุวิกรม ประธานฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท วีเอสที อีซีเอส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ความต้องการเทคโนโลยี AI ในภาคธุรกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้ชิปประมวลผลระดับโลก เช่น ชิปจาก Nvidia มีระยะเวลารอรับสินค้า (Lead Time) ยาวนานถึง 9 เดือน ภาวะขาดแคลนชิปประมวลผลทั่วโลกนี้ส่งผลกระทบต่อเนื่อง ทำให้ราคาฮาร์ดแวร์กลุ่มเซิร์ฟเวอร์ ชิปหน่วยความจำ (RAM) และหน่วยจัดเก็บข้อมูล (Storage) ปรับตัวสูงขึ้นถึง 3 เท่าตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ค่าซอฟต์แวร์และใบอนุญาตใช้งาน (License) ปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 10–20%
จากผลกระทบด้านราคาและซัพพลายเชน ตลาดองค์กรภาคเอกชน โดยเฉพาะกลุ่มสถาบันการเงินและโทรคมนาคม ยังคงจำเป็นต้องเดินหน้าลงทุนเทคโนโลยี AI อย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขัน ทาง วีเอสที อีซีเอส ได้บริหารจัดการความเสี่ยงด้วยการประสานงานใกล้ชิดกับเวนเดอร์ผู้ผลิต พร้อมเพิ่มปริมาณการสำรองสินค้า (Stock) เป็นเท่าตัว เพื่อรองรับความต้องการใช้งานอย่างทันท่วงที แม้ต้องแบกรับต้นทุนและเงินทุนหมุนเวียนที่สูงขึ้น
ในทางกลับกัน การจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐเผชิญภาวะชะลอตัว เนื่องจากติดเงื่อนไขราคากลาง (TOR) เมื่อราคาอุปกรณ์ในตลาดปรับตัวสูงเกินกว่างบประมาณที่กำหนดไว้ โครงการจำนวนมากจึงจำเป็นต้องยกเลิกการประมูลและเริ่มกระบวนการร่าง TOR ใหม่ ซึ่งต้องใช้เวลาดำเนินการหลายเดือน เช่น กรณีโครงการแท็บเล็ตเพื่อการศึกษาที่ต้องเลื่อนการดำเนินงานข้ามปี

สำหรับยุทธศาสตร์การตอบโจทย์ตลาดไอที 3 มิติหลักของ วีเอสที อีซีเอส ประกอบด้วย
เทคโนโลยี AI และหุ่นยนต์กายภาพ (Physical AI & Robotics):
ขยายขอบเขตการใช้งาน AI จากระดับซอฟต์แวร์สู่อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์เชิงกายภาพ อาทิ หุ่นยนต์สี่ขา (Robot Dog) และหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ (Humanoid Robot) หลังการเปิดตัว Agibot โดยปัจจุบันภาคการศึกษาได้นำไปใช้ในงานวิจัยและประมูลโครงการ ขณะที่หน่วยงานภาครัฐร่วมมือกับกลุ่ม System Integrator (SI) นำ Robot Dog ลงพื้นที่สำรวจอุโมงค์ร้อยสายไฟใต้ดินที่มีความเสี่ยงสูง ส่วนภาคธุรกิจอีเวนต์นำไปใช้แสดงต้อนรับ
นอกจากนี้ บริษัทยังร่วมมือกับผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ 3–4 แห่ง เพื่อเตรียมพัฒนาโปรแกรมเฉพาะทางมุ่งสู่ธุรกิจหุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุ (Healthcare & Elderly Care) โดยมีรูปแบบธุรกิจทั้งการซื้อขาดและการเช่าใช้ (Rental) ซึ่งโมเดลเช่ากำลังได้รับความนิยมสูง
ความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity):
พัฒนาระบบความปลอดภัยที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์และการเรียกค่าไถ่ข้อมูลรูปแบบใหม่ที่มีการนำ AI มาใช้โจมตี พร้อมขยายความร่วมมือกับแบรนด์พันธมิตรที่หลากหลาย เพื่อมอบตัวเลือกโซลูชันที่ครอบคลุมทุกระดับราคา
โครงสร้างพื้นฐานและ Data Center (Infrastructure & Cloud):
การลงทุน Data Center ในประเทศเผชิญภาวะชะลอตัวชั่วคราว จากข้อกังวลของชุมชนและกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งปริมาณการใช้ไฟฟ้ามหาศาล และความกังวลด้านความปลอดภัยจากการจัดเก็บน้ำมันดีเซลสำรองสำหรับเครื่องปั่นไฟบนอาคารสูงราว 400,000 ลิตร ประกอบกับภาวะเซิร์ฟเวอร์ขาดตลาด
อย่างไรก็ดี หากภาครัฐสร้างความชัดเจนด้านระเบียบสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้า หรือการกำหนดพื้นที่ตั้งนอกเขตเมือง กลุ่มทุนตะวันออกกลางและผู้ให้บริการระดับไฮเปอร์สเกลเลอร์ (Hyperscalers) พร้อมเข้ามาลงทุนทันที เนื่องจากไทยมีข้อได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์ที่มีเสถียรภาพสูง ปราศจากความเสี่ยงด้านแผ่นดินไหว ภูเขาไฟ หรือพายุไต้ฝุ่น เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค
นอกจากกลุ่มธุรกิจไอทีเอ็นเตอร์ไพร์ส วีเอสที อีซีเอส ยังประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่นในกลุ่มธุรกิจพลังงานโซลาร์เซลล์ (Solar Solution) แบบครบวงจร ทั้งแผงโซลาร์ อินเวอร์เตอร์ และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Energy Storage) พร้อมโปรแกรมสนับสนุนทางการเงิน จัดจำหน่ายผ่านช่องทาง System Integrator และผู้รับเหมาติดตั้ง ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจโซลาร์เซลล์เติบโตเกือบ 300% จากปีก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยหนุนสำคัญจากมาตรการลดหย่อนภาษีของภาครัฐในวงเงิน 50,000 ถึง 200,000 บาท







