ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ วิเคราะห์สถานการณ์ภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ล่าสุดของสหรัฐอเมริกาที่ประกาศเรียกเก็บจาก 23 ประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของประเทศไทยที่ยังคงถูกเรียกเก็บในอัตรา 36% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคและคู่แข่งสำคัญอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเผชิญความเสี่ยงเพิ่มเติมใน 5 ประเด็นหลัก พร้อมแนะแนวทางที่ภาครัฐและเอกชนควรเร่งดำเนินการเพื่อรับมือและบรรเทาผลกระทบ
ไทยโดนภาษีสูงกว่าค่าเฉลี่ย: สัญญาณน่ากังวลด้านการแข่งขัน
สหรัฐฯ ได้ทยอยส่งหนังสือแจ้งการเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) แก่ 23 ประเทศคู่ค้าอย่างเป็นทางการแล้ว โดยเลื่อนวันบังคับใช้เป็นวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ในกลุ่มประเทศแรก 14 ประเทศที่ได้รับแจ้งเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย และยังคงอัตราภาษีนำเข้าที่ 36% เท่ากับที่ประกาศไว้เมื่อวันที่ 2 เมษายน
SCB EIC ตั้งข้อสังเกตว่า อัตราภาษีที่ไทยโดนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอาเซียน (28% ไม่รวมไทย) ค่าเฉลี่ยภูมิภาคเอเชีย (19%) และค่าเฉลี่ยโลก (16%) อย่างชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศคู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนามสามารถเจรจาต่อรองลดอัตราภาษีตอบโต้จาก 46% เหลือเพียง 20% สำหรับสินค้าที่ผลิตในประเทศ และ 40% สำหรับสินค้าสวมสิทธิ ในขณะที่สินค้าจีนถูกเรียกเก็บภาษี 30% ซึ่งต่ำกว่าไทย สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลให้ไทยเสียเปรียบด้านความสามารถในการแข่งขันด้านราคาในตลาดสหรัฐฯ
ความคืบหน้าการเจรจาของไทย: ข้อเสนอใหม่สู่การลดเกินดุล
ทีมเจรจาการค้าของไทย โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในฐานะหัวหน้าทีม ได้ให้สัมภาษณ์ว่าไทยได้ยื่นข้อเสนอปรับปรุงใหม่ให้สหรัฐฯ พิจารณาแล้วเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ซึ่งสะท้อนว่าสหรัฐฯ ยังไม่ได้พิจารณาข้อเสนอดังกล่าวก่อนที่จะส่งหนังสือแจ้งอัตราภาษีเดิมออกมา
ข้อเสนอใหม่ของไทยมุ่งเน้นการลดการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ลง 70% ภายใน 5 ปี และตั้งเป้าให้เกิดความสมดุลทางการค้าภายใน 7-8 ปี ซึ่งรวดเร็วกว่าข้อเสนอเดิม
นอกจากนี้ ยังเสนอการเปิดตลาดสำหรับสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมจากสหรัฐฯ มากขึ้น โดยลดภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ ประมาณ 90% ของรายการสินค้าทั้งหมดให้เหลือ 0% และลดมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี รวมถึงเพิ่มการจัดซื้อพลังงานและเครื่องบินจากบริษัทของสหรัฐฯ
5 ความเสี่ยงหลักต่อเศรษฐกิจไทยจากภาษีสหรัฐฯ
SCB EIC ชี้ถึง 5 ประเด็นสำคัญที่ไทยอาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ดังนี้
- สินค้าส่งออกสำคัญเผชิญความเสี่ยงสูง: สินค้าส่งออกหลักของไทย โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า อาจสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐฯ ให้กับคู่แข่งสำคัญในอาเซียน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เนื่องจากถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราที่ต่ำกว่า นอกจากนี้ ไทยยังเผชิญความเสี่ยงจากการถูกเก็บภาษีสวมสิทธิ (Transshipping tariff) เช่นเดียวกับเวียดนาม ซึ่งจะยิ่งเพิ่มต้นทุนการค้าและอาจเผชิญการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าที่เข้มงวดขึ้น
- อุตสาหกรรมเกษตรและปศุสัตว์อ่อนไหวสูงหากเปิดตลาดเสรีแบบไม่มีเงื่อนไข: หากไทยจำเป็นต้องเปิดตลาดเสรีให้สินค้าสหรัฐฯ โดยไม่มีเงื่อนไข (กรณีที่เลวร้ายที่สุด) อุตสาหกรรมเกษตรและปศุสัตว์ โดยเฉพาะสุกร ไก่เนื้อ และข้าวโพด จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เนื่องจากต้นทุนการผลิตของไทยสูงกว่าสหรัฐฯ อย่างมาก แม้ผู้บริโภคในประเทศอาจได้ประโยชน์จากราคาสินค้าที่ถูกลง แต่ก็อาจเผชิญความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางอาหารเพิ่มขึ้น และผู้ผลิตรายย่อยจะได้รับผลกระทบอย่างกว้างขวาง
- อุปสงค์ในประเทศแผ่วลง การลงทุนภาคเอกชนหดตัว: ความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และอัตราภาษีตอบโต้ที่สูงกว่าคู่แข่ง จะทำให้นักลงทุนต่างชาติอาจย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศคู่แข่งแทน การบริโภคภาคเอกชนจะชะลอตัวลงอย่างรุนแรงในไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบเต็มที่ และอาจนำไปสู่การลดการจ้างงาน ส่งผลให้บรรยากาศการใช้จ่ายในประเทศซบเซาลง
- โอกาสที่ กนง. ลดดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มขึ้น: หากการเจรจากับสหรัฐฯ ไม่ประสบความสำเร็จ เศรษฐกิจไทยจะเผชิญความเสี่ยงด้านต่ำสูงขึ้น และมีโอกาสมากขึ้นที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมากกว่า 2 ครั้งในปีนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่แย่ลงกว่าที่ประเมินไว้
- ภาครัฐต้องประเมินผลดีผลเสียรอบด้านและเตรียมมาตรการเยียวยา: การเจรจาเพื่อขอลดภาษีต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างประโยชน์ที่ได้จากอัตราภาษีที่ลดลงกับผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย ภาครัฐควรพิจารณาเปิดตลาดสินค้าบางรายการแบบมีเงื่อนไข ไม่ใช่การเปิดตลาดเสรีทั้งหมด พร้อมเตรียมมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการที่อาจได้รับผลกระทบ รวมถึงการให้สภาพคล่องระยะสั้น การหาตลาดใหม่ และการเร่งยกระดับขีดความสามารถของผู้ผลิตในประเทศให้สามารถแข่งขันได้
แนวทางรับมือเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
ในระยะสั้น ภาครัฐควรประเมินผลดีและผลเสียของการเปิดตลาดสินค้าให้สหรัฐฯ อย่างถี่ถ้วนรอบด้าน และพิจารณาเปิดตลาดสินค้าบางรายการแบบมีเงื่อนไข พร้อมทั้งเตรียมมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการ สำหรับระยะยาว ภาครัฐควรเร่งยกระดับขีดความสามารถของผู้ผลิตในประเทศให้สามารถแข่งขันได้ เช่น การส่งเสริมมาตรฐานฟาร์มและโรงงาน การปรับกระบวนการผลิตที่ตอบโจทย์เทรนด์ ESG การลดต้นทุนการผลิตโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงการกำหนด “Red Line” ที่ชัดเจนสำหรับกลุ่มสินค้าที่มีความอ่อนไหวสูง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางอาหารของประเทศ







