จากวิกฤตหน่วยความจำ (Memory) ที่ขาดแคลนหนัก ล่าสุดเราเริ่มเห็นภาพการส่งผลกระทบต่อตลาดสมาร์ทโฟนปี 2026 ซึ่งผู้บริโภคอาจต้องรับแรงกระแทกราคาที่ปรับขึ้นสูงสุดถึง 30% โดยจะเริ่มเห็นผลชัดเจนในเดือนมีนาคมนี้เลย
สิทธิโชค นพชินบุตร President of Mobile Experience Division บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด ให้ข้อมูลเชิงลึกถึงเบื้องหลังราคาตลาดสมาร์ทโฟนที่ขยับตัวสูงขึ้นว่า ปัจจัยหลักมาจาก “Memory Shortage” หรือการขาดแคลนหน่วยความจำในกระบวนการผลิต ซึ่งต้นทุนส่วนนี้พุ่งสูงขึ้นถึง 30-40% หรือในบางกรณีพุ่งไปถึง 50% เนื่องจากความต้องการในตลาดโลก (Demand) มีมากกว่ากำลังการผลิต (Supply)
สงครามแย่งชิงชิป ดันราคาพุ่ง
ตัวอย่างที่ใกล้ตัวและเห็นชัดได้ดีที่สุดคือ การเปิดตัว Galaxy S26 Series ที่ผ่านมา หากเราดูราคาในรุ่นความจุเริ่มต้นที่ 256GB จะพบว่าราคาไม่ได้ต่างจากปีก่อนหน้า แต่หากขยับไปในรุ่นความจุที่ 512GB ขึ้นไป เราจะเห็นว่าราคามันขยับแบบก้าวกระโดดขึ้นไปมาก เช่น ในรุ่น Galaxy S26 รุ่นล่างสุด ราคาสูงถึง 41,900 บาท ส่วนในรุ่น Galaxy S26+ ขยับไปที่ 48,900 บาท และ ในรุ่น Ultra อยู่ที่ 54,900 บาท
ส่งผลให้ภายในปีนี้ลากยาวไปจนถึงปีหน้าสมาร์ทโฟนที่มีความจุสูง (512GB หรือ 1TB) จะได้รับผลกระทบด้านราคามากที่สุด เนื่องจากสะท้อนต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนหน่วยความจำ
ถึงแม้ว่าซัมซุงจะเป็นผู้ผลิตชิปเอง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าชิปทั้งหมดจะถูกนำมาใช้ในสมาร์ทโฟนซัมซุง เพราะโรงงานผลิตหน่วยความจำจะจัดลำดับความสำคัญกับกลุ่ม “Data Center AI” เป็นอันดับแรกเนื่องจากให้ราคาดีกว่า ผู้ขายได้กำไรสูงกว่า ทำให้สัดส่วนของชิปที่เหลือมาถึงกลุ่มสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ลดน้อยลง
สิทธิโชค เผยข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันนี้หลายแบรนด์ในตลาดเริ่มปรับราคาขึ้น 5-30% แต่สำหรับ Samsung คาดว่าจะเห็นการทยอยปรับราคาตามรุ่นต่างๆ ในอัตรา 5-20% โดยจะพยายามตรึงราคารุ่นเริ่มต้น (Entry) ไว้ให้ได้มากที่สุด
ส่วนกลยุทธ์ที่อาจจะได้เห็น คือ “การลดสเปก” เพื่อตรึงราคาไว้ที่เดิม โดยสมาร์ทโฟนบางรุ่นอาจลดความจุลง (เช่น กลับไปเริ่มต้นที่ 64GB) เพื่อคงระดับราคาเดิมไว้ให้ผู้บริโภคเข้าถึงได้
กระทบกลุ่ม “กลาง-ล่าง” มากกว่ารุ่นเรือธง
สิทธิโชค เชื่อว่า แม้ราคาจะขยับขึ้น แต่จากสถิติพบว่ากลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียม (High-end) ไม่มีความอ่อนไหวต่อราคา (Price Sensitive) มากนัก
โดยวัดได้จากยอดจองของ Galaxy S26 Series ที่เพิ่มสูงขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้า ทำให้เห็นว่าผู้คนที่มีกำลังซื้อยังคงเลือกซื้อรุ่นนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง
ในทางกลับกันกลุ่มตลาดระดับกลางและระดับล่างอาจได้รับผลกระทบหนักกว่า ทั้งในแง่ของราคาวันเปิดตัวที่มีโอกาสขยับสูงขึ้น และความเสี่ยงที่สินค้าบางรุ่นอาจขาดตลาดในไตรมาสที่ 2 และ 3 ของปีนี้ เพราะหากแบรนด์จะต้องเลือก แบรนด์ก็ต้องเลือกขายรุ่นแฟล็กชิปก่อน เพราะได้ราคามากกว่าการขายรุ่นกลางหรือล่าง
อย่างไรก็ตาม ในมุมของ Samsung ได้เล็งหาทางออกให้กับผู้บริโภคในยุคของแพง คือการใช้เครื่องมือทางการเงิน หรือระบบผ่อนชำระ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นพฤติกรรมหลักของผู้ซื้อไปแล้วกว่า 70% โดยทางแบรนด์ยืนยันจะรักษาอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำที่สุดเพื่อช่วยประคองกำลังซื้อในช่วงที่เศรษฐกิจและต้นทุนการผลิตผันผวนเช่นนี้






