ม.หอการค้าไทย ประเมินน้ำท่วม 21 จังหวัด กระทบเศรษฐกิจ 5 พัน – 1 หมื่นล้านบาท ยันไม่สะเทือนเป้า GDP ปีนี้

ม.หอการค้าไทย ประเมินน้ำท่วม 21 จังหวัด กระทบเศรษฐกิจ 5 พัน - 1 หมื่นล้านบาท ยันไม่สะเทือนเป้า GDP ปีนี้

สถานการณ์น้ำท่วมขังในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และต่างจังหวัดรวม 21 จังหวัด เริ่มส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน ท่ามกลางความกังวลว่าวิกฤตครั้งนี้จะฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศหรือไม่ ล่าสุด ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ประเมินผลกระทบในมิติต่างๆ พร้อมระบุว่าความเสียหายยังอยู่ในวงจำกัดและเป็นสถานการณ์ระยะสั้น

รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า การประเมินความเสียหายครั้งนี้ใช้ฐานตัวเลขจาก 21 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ โดยคาดการณ์ว่าพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลจะสามารถเร่งระบายน้ำได้ภายใน 2-3 วันหลังจากฝนหยุดตก ขณะที่จังหวัดอื่นๆ ที่ตั้งอยู่ตามแนวลุ่มแม่น้ำอาจมีน้ำท่วมขังยาวนานกว่า อยู่ที่ราว 3-7 วัน

สำหรับกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจราว 5.5-6 ล้านล้านบาทต่อปี และมีการหมุนเวียนของการบริโภคจับจ่ายใช้สอยวันละประมาณ 15,000 ล้านบาท ประเมินว่าได้รับความเสียหาย 3 ด้านหลัก ได้แก่

  1. ความเสียหายต่อที่พักอาศัยและยานพาหนะ ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ต้องซ่อมแซม
  2. งบประมาณที่กรุงเทพมหานครและหน่วยงานราชการต้องใช้ระดมสรรพกำลังเร่งระบายน้ำ
  3. ยอดขายของห้างสรรพสินค้าและร้านค้าที่ลดลง เนื่องจากประชาชนไม่สามารถสัญจรได้ตามปกติ บางศูนย์การค้าต้องประกาศปิดชั่วคราว 1-2 วัน รวมถึงการใช้น้ำมันและการรับประทานอาหารนอกบ้านที่ชะลอตัวลง ส่งผลให้การใช้จ่ายต่อวันลดลงราว 10-20% คิดเป็นมูลค่าความเสียหายในเขตกรุงเทพฯ ประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาท

ขณะที่พื้นที่ปริมณฑล 4 จังหวัด ได้แก่ สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี และนครปฐม มีขนาดเศรษฐกิจรวมกันประมาณ 2 ล้านล้านบาทต่อปี คาดว่าจะได้รับความเสียหายในช่วง 2-3 วันนี้ ราว 1,000-2,000 ล้านบาท เมื่อรวมความเสียหายของกรุงเทพฯ และปริมณฑลเข้าด้วยกัน จะมีมูลค่าผลกระทบประมาณ 3,000-5,000 ล้านบาท

ส่วนอีก 16 จังหวัดที่เหลือ ซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 4-5 ล้านล้านบาทต่อปี ได้รับผลกระทบด้านทรัพย์สิน การจับจ่ายใช้สอย และพื้นที่การเกษตร อีกทั้งเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำที่ระบายน้ำได้ช้า คาดว่าน้ำจะท่วมขังนาน 3-7 วัน ก่อให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติมประมาณ 2,000-5,000 ล้านบาท

สรุปภาพรวมความเสียหายทางเศรษฐกิจจากน้ำท่วม 21 จังหวัดในครั้งนี้ อยู่ที่ประมาณ 5,000-10,000 ล้านบาท ซึ่งส่งผลกระทบต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) เพียง 0.025-0.05% เท่านั้น จึงถือว่าส่งผลกระทบน้อยมาก และหลังน้ำลดจะเกิดการฟื้นฟูและการชดเชยตามมา ทำให้เป้าหมายการเติบโตของ GDP ประเทศไทยที่ 2.2-2.3% ยังคงเป็นไปได้ตามเดิม ภายใต้เงื่อนไขที่สถานการณ์คลี่คลายในระยะสั้น

เมื่อเปรียบเทียบกับมหาอุทกภัยปี 2554 รศ.ดร.ธนวรรธน์ ชี้แจงว่า สถานการณ์ปี 2554 เป็นฝนตกหนักเหนือกรุงเทพฯ จนน้ำเหนือไหลหลากลงมาก่อความเสียหายเป็นประวัติการณ์ต่อ GDP สูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท แต่วิกฤตครั้งนี้เกิดจากมรสุมเคลื่อนผ่านและตกสะสมในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหลายจังหวัด นาน 2-3 วันติดต่อกัน ด้วยปริมาณน้ำฝนสูงกว่า 200-300 มิลลิเมตรต่อวัน ครอบคลุมพื้นที่เกือบ 100% จนเกิดภาวะน้ำล้นแอ่งกระทะระบายไม่ทัน ประกอบกับเจอน้ำทะเลหนุน

อย่างไรก็ตาม การที่ภาครัฐสามารถเร่งระบายน้ำออกได้เร็วภายในวันที่ 3 หลังจากฝนตก ถือเป็นภาพสะท้อนเชิงบวกด้านการบริหารจัดการน้ำในภาวะวิกฤตที่ไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นหรือภาพลักษณ์ แต่ในระยะยาว รัฐบาลและหน่วยงานท้องถิ่นจำเป็นต้องยกระดับแผนรับมือภัยพิบัติธรรมชาติอย่างจริงจัง เนื่องจากสภาพภูมิอากาศโลกเข้าสู่ภาวะโลกเดือด (Global Boiling) ซึ่งเพิ่มความถี่และความรุนแรงของภัยธรรมชาติในอนาคต