บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เผยผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2568 (ต.ค. 67 – มิ.ย. 68) เติบโตแข็งแกร่ง กวาดกำไรสุทธิ 14,262.37 ล้านบาท จากรายได้รวม 52,324.21 ล้านบาท หลังปริมาณผู้โดยสารและเที่ยวบินฟื้นตัวต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าดึงดูด 7 สายการบินใหม่ และอัดฉีดมาตรการกระตุ้นตลาด ตอกย้ำเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางการบินแห่งภูมิภาค
นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ รักษาการผู้อำนวยการใหญ่ AOT เปิดเผยว่า ปริมาณการจราจรทางอากาศผ่านท่าอากาศยาน 6 แห่งของ AOT ในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2568 มีจำนวนผู้โดยสารรวมสูงถึง 97.24 ล้านคน เพิ่มขึ้น 7.87% และมีเที่ยวบินรวม 602,195 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 9.79% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญของอุตสาหกรรมการบิน
การเติบโตดังกล่าวส่งผลให้รายได้จากกิจการการบิน (Aeronautical Revenue) อยู่ที่ 25,645.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.22% ซึ่งเป็นผลจากความเชื่อมั่นของนักเดินทางและสายการบินทั่วโลก โดยล่าสุดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งใน 10 ท่าอากาศยานที่มีการเชื่อมต่อทางอากาศดีที่สุด ประจำปี 2567 โดย ACI Asia-Pacific and Middle East
ดึงดูดสายการบินใหม่ ขยายเครือข่ายเส้นทางบิน
AOT ประสบความสำเร็จในการดึงดูดสายการบินใหม่ 7 แห่ง เข้ามาให้บริการในตารางบินฤดูหนาวปี 2568 (ต.ค. 68 – มี.ค. 69) ได้แก่ United Airlines, Centrum Air, Air France, Etihad Airways, T’way, Loong Air และ Scoot นอกจากนี้ ยังมีสายการบินเดิมที่เพิ่มเส้นทางบินใหม่อีก 11 เส้นทาง อาทิ:
- United Airlines: ลอสแอนเจลิส – สุวรรณภูมิ (ทสภ.)
- Air France: ปารีส – ภูเก็ต (ทภก.)
- ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์: ริยาด – ดอนเมือง (ทดม.)
- Hainan Airlines: ไหโข่ว – ภูเก็ต (ทภก.) และ ไหโข่ว – เชียงใหม่ (ทชม.)
เดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและหารายได้เสริมแกร่ง
เพื่อรองรับการเติบโต AOT ได้เร่งดำเนินโครงการพัฒนาท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง ตั้งเป้ารองรับผู้โดยสารให้ได้ 240 ล้านคนต่อปีภายในปี 2575 พร้อมทั้งขยายมาตรการกระตุ้นตลาด (Incentive Scheme) ออกไปอีก 3 ปี โดยมอบส่วนลดค่าบริการด้านการบิน 50% ให้แก่สายการบินที่เปิดเส้นทางใหม่
ขณะเดียวกัน AOT มุ่งสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินผ่านรายได้ที่ไม่เกี่ยวกับกิจการการบิน (Non-Aeronautical Revenue) โดยเปิดให้เอกชนเข้ามาพัฒนาพื้นที่รอบสนามบินในโครงการต่างๆ เช่น โรงแรม, ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO), Private Jet Terminal และ Logistics Hub รวมถึงการเริ่มเก็บค่าบริการระบบไฟฟ้า 400 Hz และระบบปรับอากาศ (PC-AIR) ที่อาคาร SAT-1 ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน
“ผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งนี้สะท้อนศักยภาพของ AOT ในการเดินหน้าสู่การเป็นศูนย์กลางการบินระดับภูมิภาค (Aviation Hub) ที่พร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นางสาวปวีณากล่าวสรุป






