กระทรวงคมนาคมเปิดพิมพ์เขียวขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานประเทศครั้งใหญ่ ภายใต้แนวคิด “MOT New Chapter” มุ่งปรับโครงสร้างการเดินทางและการขนส่งของไทย โดยชูระบบรางเป็นแกนหลักเชื่อมโยงการคมนาคมอย่างไร้รอยต่อทั้งทางถนน ทางน้ำ และทางอากาศ พร้อมกางแผนลงทุนปี 2570 รวม 262 โครงการ วงเงินกว่า 2.2 แสนล้านบาท หวังลดค่าครองชีพและกระจายความเจริญสู่ทุกภูมิภาค
การขยับตัวครั้งสำคัญนี้เกิดขึ้นจากการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม เพื่อเร่งรัดโครงการสำคัญให้เกิดผลเป็นรูปธรรมตามกรอบนโยบาย 4 ด้าน คือ การลดค่าครองชีพประชาชน การกระตุ้นเศรษฐกิจ การส่งเสริมพลังงานสะอาด และการวางรากฐานด้านคมนาคมสำหรับอนาคต
เจาะไฮไลต์ 5 มิติคมนาคมยุคใหม่ เชื่อมต่อไร้รอยต่อ
กระทรวงคมนาคมได้วางแผนการดำเนินงานครอบคลุมทุกมิติการเดินทาง เพื่อให้ระบบคมนาคมของประเทศเชื่อมโยงกันเป็นระบบเดียว ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ดังนี้
1. โครงข่ายทางถนนและมอเตอร์เวย์ เร่งพัฒนามอเตอร์เวย์ ทางพิเศษ และถนนวงแหวนเพื่อลดปัญหาคอขวดและเชื่อมเมืองหลักสู่พื้นที่เศรษฐกิจ โดยมีโครงการเด่นที่เตรียมเปิดทดลองให้บริการและเร่งรัดการก่อสร้าง ได้แก่
- เปิดทดลองให้บริการตลอดเส้นทาง มอเตอร์เวย์ M6 บางปะอิน – นครราชสีมา และ M82 ทางยกระดับบางขุนเทียน – บ้านแพ้ว
- เดินหน้าโครงการ M9 ทางยกระดับบางขุนเทียน – บางบัวทอง และ M5 ส่วนต่อขยายโทลล์เวย์ ช่วงรังสิต – บางปะอิน
- เติมเต็มทางแยกต่างระดับบางปะอิน ผ่านทางหลวงแนวใหม่ M6 เชื่อมทางหลวงหมายเลข 32 และ M9 แนวใหม่
- ผลักดันโครงการใหม่ เช่น วงแหวนกรุงเทพมหานคร รอบที่ 3 ด้านตะวันออก, M8 นครปฐม – ปากท่อ, ทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต, ถนนวงแหวนรอบเมืองหาดใหญ่, สะพานเชื่อมเกาะลันตา และสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา (อนุมัติแหล่งเงินกู้แล้ว เตรียมลงนามสัญญาและก่อสร้าง)
2. การขนส่งสาธารณะและพลังงานสะอาด มุ่งยกระดับบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเพิ่มการเข้าถึงของประชาชน
- จัดหาจัดพวกรถโดยสารประจำทางพลังงานสะอาด (EV) รวม 2,320 คัน (ระยะที่ 1 จำนวน 1,520 คัน และระยะที่ 2 จำนวน 800 คัน)
- พัฒนาระบบรถโดยสารเชื่อมต่อ (Feeder) ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภูมิภาค
- ปรับปรุงสถานีขนส่งผู้โดยสารจตุจักร สถานีเดินรถรังสิต และพัฒนาศูนย์การขนส่งชายแดนจังหวัดนครพนมเพื่อเชื่อมเพื่อนบ้าน
3. ระบบราง แกนหลักการคมนาคมประเทศ ยกระดับโครงข่ายรถไฟให้เป็นหัวใจสำคัญของการเดินทางและขนส่งเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน
- เร่งผลักดันโครงการ Missing Link ช่วงบางซื่อ – พญาไท – มักกะสัน – หัวหมาก และช่วงบางซื่อ – หัวลำโพง
- เร่งโครงการรถไฟทางคู่สายใต้ (ช่วงชุมพร – สุราษฎร์ธานี, สุราษฎร์ธานี – หาดใหญ่ – สงขลา และหาดใหญ่ – ปาดังเบซาร์)
- ขยายรถไฟชานเมืองสายสีแดง (ช่วงรังสิต – มธ.ศูนย์รังสิต และช่วงศิริราช – ตลิ่งชัน – ศาลายา)
- เร่งประกวดราคารถไฟความเร็วสูง ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา – หนองคาย
- ขับเคลื่อนกฎหมายลำดับรองตาม พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 และ พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 พร้อมเดินหน้ามาตรการอัตราค่าโดยสารร่วม 17 – 45 บาท
- เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนร่วมเดินรถขนส่งสินค้า และส่งเสริมการวิจัย ออกแบบ ผลิตรถไฟภายในประเทศ
4. การคมนาคมทางน้ำ ยกระดับการท่องเที่ยวและโลจิสติกส์
- ปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวก Smart Pier ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 29 ท่า
- พัฒนาท่าเทียบเรือรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่ (Cruise Terminal) ที่เกาะสมุย และส่งเสริมท่าเรือสำราญที่ท่าเรือกรุงเทพ
- เดินหน้าพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3
5. การคมนาคมทางอากาศ มุ่งสู่การเป็น Aviation Hub
- จัดทำแผนแม่บทท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และผลักดันโครงการส่วนต่อขยาย East Expansion
- เร่งพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3, ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ระยะที่ 1 และท่าอากาศยานภูเก็ต ระยะที่ 2
- ขยายทางวิ่งท่าอากาศยานภูมิภาค (ชุมพร, ระนอง, ตรัง, แพร่, บุรีรัมย์) และพัฒนาท่าอากาศยานหัวหินรองรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ
- ก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ท่าอากาศยานนราธิวาส และพัฒนาศูนย์ขนส่งผู้โดยสารท่าอากาศยานกระบี่
- ติดตั้งเทคโนโลยีป้องกันนกชนอากาศยาน (Automated Bird Control) ที่ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราชและพิษณุโลก พร้อมเตรียมความพร้อมบริการเดินอากาศ ณ ท่าอากาศยานอู่ตะเภา
กางแผนต่อเนื่องปี 71 – 73 บุกเบิกพื้นที่เศรษฐกิจใหม่
นอกจากแผนงานในปี 2570 แล้ว กระทรวงคมนาคมยังได้วางทิศทางต่อเนื่องในช่วงปี 2571 – 2573 อีก 51 โครงการ วงเงินประมาณ 593,409 ล้านบาท ประกอบด้วย
- ทางถนน: ศึกษาและพัฒนาโครงการขนาดใหญ่อย่าง ถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร รอบที่ 3 ด้านทิศใต้ และเส้นทางท่องเที่ยวเลียบชายฝั่งทะเลภาคใต้ (Thailand Riviera) ทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน
- ทางบก: พัฒนาโครงข่ายคมนาคมเชื่อมต่อท่าอากาศยานสำคัญ (เชียงใหม่, เชียงราย, ขอนแก่น, อุดรธานี, ภูเก็ต, สงขลา) และพัฒนาสถานีขนส่งสินค้านครปฐม
- ทางราง: พัฒนารถไฟสายใหม่ช่วงสุราษฎร์ธานี – พังงา – ท่านุ่น และช่วงท่านุ่น – ภูเก็ต รวมถึงรถไฟความเร็วสูงช่วงกรุงเทพฯ – หัวหิน, หัวหิน – สุราษฎร์ธานี, สุราษฎร์ธานี – ปาดังเบซาร์ และระบบขนส่งมวลชนทางรางอำเภอหาดใหญ่
- ทางน้ำ: พัฒนา Cruise Terminal จังหวัดภูเก็ตและพื้นที่อ่าวไทยตอนบน จังหวัดชลบุรี พร้อมศึกษาโครงข่ายบูรณาการการขนส่งทางน้ำ ช่วงนครสวรรค์ (ปากน้ำโพ) – สมุทรสาคร หรืออ่าวไทย (MMR1)
- ทางอากาศ: เสริมศักยภาพท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมือง พัฒนาศูนย์ขนส่งผู้โดยสารท่าอากาศยานอุดรธานี, นครศรีธรรมราช, ตรัง และขอนแก่น พร้อมพัฒนาโรงฝึกปฏิบัติการซ่อมบำรุงอากาศยานเพื่อผลิตบุคลากรรองรับอนาคต
ปลดล็อกแหล่งเงินทุน ดึงเอกชนร่วมลงทุน PPP
เนื่องจากชุดโครงการทั้งหมดจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก กระทรวงคมนาคมจึงปรับกลยุทธ์โดยไม่พึ่งพางบประมาณภาครัฐเพียงช่องทางเดียว แต่จะพิจารณาแหล่งเงินลงทุนนอกงบประมาณเพิ่มเติม ทั้งการระดมทุนจากภาคเอกชนและตลาดทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund: TFFIF) รวมถึงการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้าร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP เพื่อขับเคลื่อนโครงการให้เป็นไปตามแผนงาน
หลังจากนี้ ทุกหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงคมนาคมจะนำข้อสรุปจากการสัมมนาไปจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ที่ระบุเป้าหมาย ระยะเวลา แหล่งเงินทุน และผู้รับผิดชอบอย่างชัดเจน เพื่อเร่งรัดระบบคมนาคมของไทยให้ทันสมัย ปลอดภัย และสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจสูงสุดแก่ประชาชน







