ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผุดโซลูชัน UPS พลิกโฉมดาต้าเซ็นเตอร์ รับมือวิกฤตพลังงานยุค AI บูม

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผุดโซลูชัน UPS พลิกโฉมดาต้าเซ็นเตอร์ รับมือวิกฤตพลังงานยุค AI บูม

การเติบโตแบบก้าวกระโดดของปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังผลักดันให้ความต้องการใช้งานพลังงาน พื้นที่ และโครงสร้างพื้นฐานของดาต้าเซ็นเตอร์พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ สวนทางกับแรงกดดันด้านกฎระเบียบระดับโลกและความคาดหวังของลูกค้าที่ต้องการเห็นตัวเลขการลดก๊าซเรือนกระจกที่ชัดเจน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีพลังงาน ชี้ว่าดาต้าเซ็นเตอร์กำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ในการขยายตัวอย่างมีความรับผิดชอบ พร้อมแนะการปรับใช้ระบบสำรองไฟ (UPS) ประสิทธิภาพสูงเพื่อยกระดับความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม

ข้อมูลจาก JLL บริษัทผู้ให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ คาดการณ์ว่าทั่วโลกจะมีการเพิ่มขีดความสามารถของดาต้าเซ็นเตอร์เกือบ 100 กิกะวัตต์ (GW) ภายในปี 2030 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าจากระดับปัจจุบัน การเติบโตในระดับดังกล่าวทำให้มุมมองด้านความยั่งยืนเปลี่ยนไป จากเดิมที่พิจารณาเฉพาะระบบทำความเย็น การใช้พลังงานหมุนเวียน หรือการออกแบบอาคาร มาสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานต้นทาง ซึ่งระบบ UPS รุ่นใหม่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์

บทบาทเชิงกลยุทธ์ของระบบ UPS ยุคใหม่ ได้แก่:

  • ลดการใช้วัตถุดิบและลดการปล่อยคาร์บอนแฝง (Embodied Carbon) ตั้งแต่ขั้นตอนการสกัด การผลิต การขนส่ง จนถึงการติดตั้ง
  • เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงสุดโดยไม่ลดทอนเสถียรภาพของระบบ
  • ยืดอายุการใช้งานอุปกรณ์และแบตเตอรี่เพื่อลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
  • รองรับมาตรฐานและข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) ในระดับสากล

เพื่อตอบรับโจทย์ดังกล่าว ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้เปิดตัวโซลูชัน 3 เฟส “Galaxy VXL” ซึ่งเปลี่ยนสถานะของระบบสำรองไฟจากอุปกรณ์พื้นฐานให้กลายเป็นตัวขับเคลื่อนความยั่งยืนเชิงรุก โครงสร้างแบบโมดูลาร์ที่มีขนาดกะทัดรัดและความหนาแน่นสูง ช่วยประหยัดพื้นที่ติดตั้งได้ถึง 70% ลดการใช้วัตถุดิบลงกว่า 2 ตันต่อยูนิต และมีน้ำหนักเบาลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้าอย่าง Galaxy VX

Galaxy VXL ออกแบบให้รองรับการทำงานยาวนานสูงสุดถึง 15 ปีเมื่อใช้งานร่วมกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน สามารถลดคาร์บอนแฝงลงได้ราว 80% และลดการปล่อยคาร์บอนตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ได้ประมาณ 38% ตอบโจทย์การลดก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงาน (Scope 2) ควบคู่กับการลดก๊าซเรือนกระจกแฝงในห่วงโซ่อุปทาน (Scope 3)

นอกจากนี้ ระบบยังทำงานร่วมกับบริการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ EcoCare™ ซึ่งนำระบบวิเคราะห์และติดตามตรวจเช็กทางไกลมาช่วยยืดอายุสินทรัพย์ พร้อมลดความจำเป็นในการเดินทางเข้าปฏิบัติงานในพื้นที่จริง นับเป็นก้าวสำคัญของการผสานเทคโนโลยีพลังงานและแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานระบบนิเวศดิจิทัลเติบโตได้อย่างยั่งยืนไปพร้อมกับคลื่นการเปลี่ยนผ่านของ AI

–บางจากจับมือภาครัฐ-โรงแรม-ร้านอาหาร ผุดโมเดล “Fry to Fly” เปลี่ยนน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วสู่เชื้อเพลิงการบิน SAF