ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่เทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง AI และ Data Center เติบโตอย่างก้าวกระโดด ซึ่งอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเหล่านี้จำเป็นต้องพึ่งพาแหล่งพลังงานสะอาดที่มีความเสถียรและมั่นคงสูง ส่งผลให้ “พลังงานนิวเคลียร์” กลับมาเป็นโซลูชันสำคัญที่ทั่วโลกและประเทศไทยกำลังให้ความสนใจเป็นอย่างมาก
รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) ได้ฉายภาพอนาคตของการประยุกต์ใช้พลังงานนิวเคลียร์ผ่านเทคโนโลยี SMR (Small Modular Reactor) หรือเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก ซึ่งจะเข้ามาแก้ข้อจำกัดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ในอดีต และเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนมิติใหม่ของพลังงานไทย
SMR คืออะไร? ทำไมถึงปลดล็อกข้อจำกัดในอดีตได้
ในอดีต ประเทศไทยเคยศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่มาแล้วหลายครั้ง ทว่าต้องหยุดชะงักไปจากปัจจัยด้านความเชื่อมั่นและข้อจำกัดเชิงพื้นที่ แต่เทคโนโลยี SMR ยุคใหม่นี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อทลายกำแพงเหล่านั้นด้วยจุดเด่นที่เหนือกว่า 4 ด้านหลัก ดังนี้
- ความปลอดภัยที่สูงขึ้น: โครงสร้างของ SMR จะรวมเอาเครื่องปฏิกรณ์ ระบบปั๊ม และระบบสร้างไอน้ำทั้งหมดไว้ภายในถังปฏิกรณ์รายเดี่ยว และถูกผลิตสำเร็จรูปมาจากโรงงานก่อนจะส่งมาติดตั้ง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและอุบัติเหตุลงได้อย่างมหาศาล
- ขนาดย่อมและยืดหยุ่นสูง: มีขนาดกำลังการผลิตต่อโมดูลไม่เกิน 300 เมกะวัตต์ ทำให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของประเทศไทย สามารถนำไปติดตั้งเพื่อทดแทนโรงไฟฟ้าเดิมที่หมดอายุไข เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหิน หรือโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติได้ทันที
- การลงทุนที่ต่ำกว่า: ด้วยลักษณะที่เป็นโมดูล ทำให้ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นน้อยกว่าโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ และสามารถเลือกทยอยเพิ่มจำนวนโมดูลในอนาคตได้ตามความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เติบโตขึ้น
- การประยุกต์ใช้ที่หลากหลาย (Non-Power Applications): SMR ไม่ได้ผลิตได้เพียงแค่กระแสไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังสามารถจ่ายพลังงานความร้อนสูงระดับ 500-600 องศาเซลเซียสให้กับภาคอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรม, นำไปใช้ผลิตไฮโดรเจนสะอาด (Green Hydrogen), หรือแม้กระทั่งใช้ในกระบวนการเปลี่ยนน้ำทะเลให้เป็นน้ำจืดเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ภาคตะวันออก
ส่องทิศทางนิวเคลียร์โลก และความเคลื่อนไหวของไทย
ปัจจุบันทั่วโลกกำลังเข้าสู่ยุคทองของพลังงานนิวเคลียร์ โดยมีวิกฤตพลังงานและเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมเป็นแรงเร่ง กลุ่มประเทศผู้นำเทคโนโลยีอย่าง สหรัฐอเมริกา จีน แคนาดา และรัสเซีย มีหมุดหมายที่จะเริ่มนำพลังงานไฟฟ้าจาก SMR มาจ่ายเข้าระบบอย่างเป็นทางการและต่อเนื่องหลังปี 2030 (พ.ศ. 2573) เป็นต้นไป
สำหรับภูมิภาคอาเซียน ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ต่างประกาศความพร้อมในการเดินหน้าสู่พลังงานนิวเคลียร์แล้ว ในขณะที่ประเทศไทยเองก็มีการปรับขยับเป้าหมายที่น่าสนใจ โดยจากเดิมในแผน PDP 2018 เคยตั้งเป้าหมายการใช้พลังงานนิวเคลียร์ไว้ที่ 600 เมกะวัตต์ แต่ปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะขยับเป้าหมายเพิ่มสูงขึ้นเป็น 2,400 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับความต้องการพลังงานสะอาดในอนาคต
ปัจจัยความสำเร็จสู่การขับเคลื่อนระดับชาติ
การจะพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR ให้เกิดขึ้นจริงและประสบความสำเร็จในประเทศไทย ไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่จำเป็นต้องเกิดจากบูรณาการร่วมกันของหลากกระทรวงหลัก อาทิ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.), กระทรวงพลังงาน, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงกระทรวงอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ การเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านนิวเคลียร์เท่านั้น แต่จำเป็นต้องพัฒนาบุคลากรรองรับในหลากหลายสาขา ทั้งกลุ่มช่างเทคนิค วิศวกรไฟฟ้า และวิศวกรเครื่องกล ซึ่งทั้งหมดนี้จะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อถูกยกให้เป็น “นโยบายระดับประเทศ” ที่ชัดเจนในการมุ่งไปข้างหน้าด้วยพลังงานนิวเคลียร์







