“ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน” เป็นภัยเงียบที่คร่าชีวิตคนไทยมากกว่า 54,000 รายต่อปี และสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนแม้กระทั่งผู้ที่สุขภาพดีหรือออกกำลังกายเป็นประจำ โดยที่ไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า ภาวะนี้เกิดขึ้นเมื่อหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน ทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญได้ ส่งผลให้สมองขาดเลือด หมดสติอย่างรวดเร็ว และอาจเสียชีวิตได้ภายในไม่กี่นาที หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที นพ.ราม บรรพพงษ์ แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน โรงพยาบาลวิมุต ได้ให้คำแนะนำถึงวิธีการรับมือที่ถูกต้อง เพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้กับผู้ป่วย
“ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน” โรคร้ายไม่เลือกอายุ
สาเหตุส่วนใหญ่ของภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันเกิดจากเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบหรืออุดตัน ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย ส่งผลให้ระบบไฟฟ้าของหัวใจทำงานผิดปกติและหัวใจหยุดเต้นในที่สุด แม้จะเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงคือผู้ที่เป็นโรคประจำตัวแต่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย เช่น โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และเบาหวาน ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และนำไปสู่ภาวะหัวใจหยุดเต้นในที่สุด
นพ.ราม บรรพพงษ์ ย้ำว่า การตรวจสุขภาพประจำปีจึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีอายุ 35-40 ปีขึ้นไป เพื่อประเมินความเสี่ยงและดูแลโรคที่อาจซ่อนอยู่ตั้งแต่เนิ่น ๆ แม้ภาวะหัวใจหยุดเต้นส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นโดยไม่มีอาการนำ แต่บางรายอาจมีอาการของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดให้เห็นก่อน เช่น แน่นหน้าอก หายใจลำบาก เหงื่อแตก ตัวเย็น หรือหน้ามืด หากพบอาการเหล่านี้ควรรีบไปพบแพทย์ทันที นอกจากนี้ การเรียนรู้วิธีการทำ CPR ที่ถูกต้องก็เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อเตรียมพร้อมรับมือในกรณีฉุกเฉิน
3 ขั้นตอนสำคัญช่วยชีวิตผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้น: ประเมิน-โทร 1669-ทำ CPR
ผู้ป่วยภาวะหัวใจหยุดเต้นมักเสียชีวิตก่อนถึงโรงพยาบาลเนื่องจากการช่วยเหลือที่ไม่ทันท่วงที ดังนั้นเมื่อพบผู้หมดสติ นพ.ราม บรรพพงษ์ แนะนำ 3 ขั้นตอนสำคัญ ดังนี้
- ประเมินผู้ป่วย เมื่อพบผู้หมดสติ ให้ตบไหล่และเรียกเสียงดัง หากไม่ตอบสนองให้ตรวจสอบการหายใจด้วยการดูการเคลื่อนไหวขึ้น-ลงของหน้าอก หากหน้าอกไม่ขยับแสดงว่าผู้ป่วยไม่หายใจและหัวใจหยุดเต้น ไม่จำเป็นต้องคลำชีพจร
- โทรสายด่วน 1669 เมื่อแน่ใจว่าผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้น ให้รีบโทรสายด่วนฉุกเฉิน 1669 ทันที ไม่ควรพยายามนำผู้ป่วยไปโรงพยาบาลด้วยตนเอง
- ทำ CPR ระหว่างรอรถฉุกเฉิน ให้เริ่มทำการกดหน้าอกผู้ป่วยที่นอนราบบนพื้นแข็ง โดยวางส้นมือกลางหน้าอก กดให้ลึกประมาณ 5 เซนติเมตร ด้วยความเร็ว 100-120 ครั้งต่อนาที หรือประมาณ 2 ครั้งต่อวินาที แต่ละครั้งต้องปล่อยให้หน้าอกคืนตัวเต็มที่เพื่อให้เลือดไหลกลับเข้าสู่หัวใจ และต้องกดต่อเนื่องโดยไม่หยุดพัก ยกเว้นเมื่อต้องเปลี่ยนคนช่วยหรือใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) ซึ่งหากมี ควรใช้ AED ควบคู่กับการทำ CPR
นพ.ราม บรรพพงษ์ กล่าวว่า แม้จะมีคนกังวลว่าการทำ CPR อาจทำให้กระดูกซี่โครงหัก ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้หากทำผิดวิธี แต่กระดูกที่หักสามารถรักษาได้ ต่างจากการไม่ทำ CPR ที่อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต เพราะโอกาสรอดจากภาวะหัวใจหยุดเต้นนอกโรงพยาบาลมีไม่ถึง 10% แต่ถ้าได้รับการทำ CPR อย่างทันท่วงที โอกาสรอดชีวิตจะเพิ่มสูงขึ้น และช่วยลดความรุนแรงของผลกระทบต่ออวัยวะสำคัญ โดยเฉพาะสมองและไตที่ไวต่อการขาดเลือด
เทคโนโลยีทางการแพทย์ช่วยชีวิตผู้ป่วยในโรงพยาบาล
เมื่อผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาล จะได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนในห้องฉุกเฉินและหอผู้ป่วยวิกฤต โดยมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาทำงานร่วมกันเพื่อเพิ่มโอกาสการฟื้นตัวสูงสุด โรงพยาบาลหรือรถพยาบาลฉุกเฉินจะมีอุปกรณ์ทันสมัยเข้ามาช่วยชีวิต เช่น เครื่องปั๊มหัวใจอัตโนมัติ (Robotic CPR device) ที่สามารถกดหน้าอกได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ หรือ ECMO (Extracorporeal Membrane Oxygenation) ซึ่งเป็นเครื่องช่วยพยุงการทำงานของหัวใจและปอดเทียม ใช้ในผู้ป่วยที่มีโอกาสรอดสูง
แม้ภาวะหัวใจหยุดเต้นจะเกิดขึ้นอย่างกะทันหันและมักไม่มีสัญญาณเตือน แต่การรู้เท่าทันความเสี่ยงและเรียนรู้วิธีการทำ CPR ที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถช่วยชีวิตผู้อื่นได้ นอกจากนี้ การดูแลสุขภาพหัวใจอย่างสม่ำเสมอ การตรวจสุขภาพประจำปี การควบคุมโรคประจำตัว และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดหวาน มัน เค็ม และออกกำลังกายเป็นประจำ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในระยะยาวได้




