นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ขาดการรับมือผลกระทบสงครามการค้า และ การรับผลกระทบ Disruptive Technology

109 views

ผศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป สถาบันเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ประเมินนโยบายเร่งด่วน 12 ด้านภายใต้กรอบคิด 24 กรอบ และนโยบายระยะยาวต่อเนื่องของรัฐบาล ว่า ส่วนใหญ่เป็นการสานต่อนโยบายของรัฐบาล คสช และ นำนโยบายบางส่วนของพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลมารวมอยู่ด้วย นโยบายเร่งด่วนยังขาดมิติและขาดการมุ่งเป้าไปที่การรับมือความท้าทายจากการขยายวงของลัทธิกีดกันทางการค้า และสงครามทางการค้าโดยเฉพาะล่าสุดเกิดข้อพิพาททางการค้าระหว่างญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ ฝรั่งเศสกับสหรัฐฯ เป็นต้น

นโยบายเร่งด่วนยังขาดมาตรการมองไปข้างหน้าในการรับมือความท้าทายจาก Disruptive Technology ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมและตลาดแรงงานในระยะสั้น โดยเฉพาะผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในปีนี้และปีหน้า จะมีธุรกิจจำนวนหนึ่งต้องเลิกกิจการจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีแบบพลิกผัน และพฤติกรรมผู้บริโภค จะมีคนจำนวนไม่น้อยต้องถูกออกจากงานจากผลกระทบของ Disruptive Technology ที่รัฐบาลใหม่ต้องมีมาตรการและนโยบายรองรับอย่างชัดเจน ต้องมีการส่งเสริมให้เกิดการแปรเปลี่ยนพลิกโฉมภาคธุรกิจอุตสาหกรรมไทยและแรงงานไทย

รัฐบาลต้องมีนโยบายส่งเสริมให้เอกชนไทยลงทุนในประเทศเพิ่มเติม (แทนการออกไปลงทุนต่างประเทศ) เพื่อชดเชยรายได้ที่หายไปจากภาคการส่งออกและภาคการท่องเที่ยว นโยบายเร่งด่วนควรดูแลผลกระทบจากภัยแล้ง และน้ำท่วมที่มีต่อประชาชนฐานรากในภาคชนบทด้วย ส่วนนโยบายการต่อยอด และเพิ่มสวัสดิการต่างๆให้กับประชาชนเป็นนโยบายที่ดีและเป็นประโยชน์ แต่ต้องพัฒนาให้ตรงกลุ่มเป้าหมายและบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ส่วนนโยบายพักหนี้ต้องทำควบคู่กับการยกระดับรายได้และขยายโอกาส ลดอำนาจผูกขาดในระบบ เพิ่มการแข่งขันและเปิดกว้างเปิดพื้นที่ในการทำมาหากินของประชาชนและธุรกิจรายเล็กรายย่อยมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอนโยบายทางด้านสวัสดิการต่างๆ ไม่ว่าต่อยอดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เรียนฟรี สวัสดิการมารดาประชารัฐ หรือนโยบายประกันราคาพืชผลสินค้าเกษตรจะยังสามารถทำได้ในขณะนี้และอาจยังไม่ส่งผลกระทบต่อฐานะทางการคลังในอนาคตอันใกล้แต่จำเป็นต้องการปฏิรูประบบภาษีและระบบงบประมาณเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาวและประเทศไทยควรพัฒนาสู่ความเป็นระบบรัฐสวัสดิการในอนาคต การจะเกิดระบบรัฐสวัสดิการขึ้นได้ประเทศต้องเป็นประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจและการเมือง ก็จะทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่ดีขึ้น ปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจจะลดลงอย่างชัดเจน แต่ ประเทศที่ใช้ระบบรัฐสวัสดิการนั้นต้องมีสัดส่วนของรายได้ภาษีต่อจีดีพีไม่ต่ำกว่า  40-50% และมีรายจ่ายทางด้านสวัสดิการสังคมต่อจีดีพี 25-30% ขึ้นไป ขณะที่ประเทศไทยมีสัดส่วนรายได้ภาษีต่อจีดีพี 15-18% เท่านั้น

นอกจากนี้ไทยยังจำเป็นต้องปรับโครงสร้างงบประมาณโดยลดสัดส่วนของงบประจำลงด้วยการปรับปรุงระบบราชการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการใช้จ่ายเงินงบประมาณที่ซ้ำซ้อนและสิ้นเปลือง เรียงลำดับความสำคัญโครงการต่างๆให้ดี ป้องกันการทุจริตรั่วไหลจากการใช้จ่ายเงินภาครัฐและป้องกันไม่ให้เกิดการสูญเสียเงินสาธารณะจากการชดเชยค่าโง่ต่างๆอันเป็นผลจากการดำเนินนโยบายหรือการทำสัญญาสัมปทานที่ไม่รอบคอบ ไม่รัดกุม หรือ เอื้อต่อเอกชนนักลงทุนโดยไม่สุจริต