พลังงาน เตรียมแผนรับมือข้อพิพาทสหรัฐ-อิหร่าน

31 views

พลังงานเตรียมแผนรับมือข้อพิพาทสหรัฐ-อิหร่าน ลดซื้อน้ำมันตะวันออกกลางกระจายความเสี่ยง ยืนยันมีสำรองน้ำมันอีก 50 วัน พร้อมติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับมือกับสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางจากข้อพิพาทระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน โดยระบุว่า ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งปัจจุบันพบว่ายังไม่ส่งผลกระทบกับความมั่นคงทางพลังงานของไทย เนื่องจากการสำรวจปริมาณสำรองน้ำมันล่าสุด พบว่า ยังมีน้ำมันดิบสำรองกว่า 2,988 ล้านลิตร , สำรองน้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 1,144 ล้านลิตร และสำรองน้ำมันสำเร็จรูปอีก 1,468 ล้านลิตร (ข้อมูล 5 ม.ค.63) ซึ่งสามารถรองรับความต้องการใช้ได้อีก 50 วัน และมีสำรองก๊าซ LPG ทั้งหมดประมาณ 101 ล้านกิโลกรัม สำรองได้ 17 วันสำหรับใช้ในภาคครัวเรือน ขณะที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ยังเคลื่อนไหวในกรอบ 69 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่ยังบริหารจัดการได้ แต่หากราคาเคลื่อนไหวขึ้นไปแตะระดับ 80 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ก็อาจต้องพิจารณามาตรการอื่นๆมาเพิ่มเติม

ขณะเดียวกัน ปตท. ได้กระจายความเสี่ยงการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลาง ที่ต้องลำเลียงผ่านช่องแคบฮอร์มุส จากเดิมนำเข้าในสัดส่วน 74% ลดเหลือ 50% และเปลี่ยนไปนำเข้าน้ำมันจากสหรัฐ และ แอฟริกาตะวันตกแทน ที่แม้จะมีต้นทุนขนส่งที่สูงกว่าแต่ช่วยลดความเสี่ยงได้ทำให้มีผลกระทบน้อยลง

นอกจากนี้ได้ขอความร่วมมืองดการส่งออกน้ำมันดิบ ซึ่งจะช่วยให้มีปริมาณน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 25,000 บาร์เรล/วัน จากปัจจุบันการผลิตปิโตรเลียมในประเทศ ปัจจุบันผลิตน้ำมันดิบได้ 1.3 แสนบาร์เรล/วัน และหากมีเหตุฉุกเฉิน ก็สามารถเพิ่มการผลิตในประเทศให้มากขึ้นอีก 36,000 บาร์เรล/วัน โดยจะขอความร่วมมือกับโรงกลั่นน้ำมันให้หาทางออกด้านเทคนิคเพื่อใช้น้ำมันดิในประเทศทั้งหมด และในวันศุกร์นี้ จะมีการเรียกประชุมคณะกรรมการกองทุนน้ำมัน เพื่อประเมินสถานการณ์ หากจำเป็นต้องใช้เงินกองทุนมาพยุงราคาน้ำมันในประเทศ ซึ่งปัจจุบันสถานะกองทุนน้ำมันสุทธิ อยู่ที่ 37,378 ล้านบาท

พร้อมทั้งยอมรับว่าการปรับราคาน้ำมันในเช้าวันนี้เป็นไปตามราคาในตลาดโลก ที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางถึง 4% ซึ่งการตรึงราคาขายปลีกในประเทศช่วงปีใหม่ ถือเป็นการประคองสถานการณ์ ไม่เช่นนั้นราคาน้ำมันอาจปรับตัวสูงขึ้นมากกว่านี้