นายกลินท์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานการประชุมร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า การประชุม กกร. ประจำเดือน ม.ค. 2561 มีมติตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดูแลค่าเงินบาท โดยเป็นตัวแทนจาก 3 สถาบันใน กกร. ประกอบด้วยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสมาคมธนาคารไทย เพื่อติดตามสถานการณ์ ค่าเงินบาทที่แข็งค่ากว่า 12% ก่อนสรุปแนวทางที่ต้องการให้รัฐช่วยเหลือ และดำเนินการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ภายในสัปดาห์หน้า
“กกร.เป็นห่วงว่าเงินบาทที่แข็งค่าเร็วเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกไทย จะมีการหารือเพื่อเสนอมาตรการต่อทางการต่อไป เงินบาทที่แข็งค่าขณะนี้คิดเป็น 12% ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มาเลเซียค่าเงินแข็งขึ้นมา 9% เวียดนามอ่อนค่าลง 1% และฟิลิปปินส์อ่อนค่าลง 7%” นายกลินท์ กล่าว
นอกจากนี้ กกร.ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2561 อาจขยายตัวได้ 3.8-4.5% ใกล้เคียงกับในปี 2560 ที่คาดว่าขยายตัวประมาณ 3.9% โดยปัจจัยหลักมาจากการขยายตัวของการลงทุนทั้งจากภาครัฐและเอกชน ขณะที่การส่งออกและการท่องเที่ยวยังเป็นปัจจัยที่สนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจด้วย
สำหรับการส่งออกในปีนี้นั้น คาดว่าจะขยายตัวประมาณ 3.5-6% ลดลง เมื่อเทียบกับปี 2560 ที่คาดว่าการส่งออกทั้งปีอยู่ที่ 10% เนื่องจากในปีนี้ยังมีความกังวลเรื่องเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการส่งออกในปี 2560 ขยายตัวอย่างมากเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าที่ฐานเติบโตในอัตราที่ต่ำ ขณะที่เงินเฟ้อในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 1.1-1.6% มากกว่าปีก่อนที่คาดว่าอยู่ที่ 0.7% เนื่องจากราคาน้ำมันอยู่ในช่วงขาขึ้น
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม ได้แก่ การดำเนินมาตรการทางการค้าของสหรัฐต่อคู่ค้า ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ ทั้งในคาบสมุทรเกาหลีและตะวันออกกลาง ตลอดจนความผันผวนของค่าเงิน
นายเชาว์ เก่งชน กรรมการ ผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า การดูแลค่าเงินบาทจากการที่มีเงินไหลเข้าที่ผ่านมานั้น มีการหารือกันถึงการใช้นโยบายของนายโทบิน แทคซ์ นักเศรษฐศาสตร์ของโลก ซึ่งเป็นการคิดภาษีจากเงินกำไรที่ได้จากการนำเงินมาลงทุนระยะสั้นในไทย ซึ่งต้องประเมินให้รอบด้าน



