ก.ล.ต.เผยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมสรุปความเห็นที่มีต่อเงินดิจิทัล ภายในก.พ.นี้

นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการ สำนักงานคณะ กรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า สำนักงานก.ล.ต. ธนาคารแห่งประเทศไทย กระกระทรวงการคลังจะเร่งหารือกันเพื่อกำหนดท่าทีต่อการดูแลเงินดิจิทัลให้ได้ภายในเดือน ก.พ.นี้
“หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หารือกันมาอย่างต่อเนื่องถึงแนวทางการดูแลเงินดิจิทัล และมีความคืบหน้า มาโดยตลอด เชื่อว่าจะสามารถกำหนดท่าทีต่อเงินดิจิทัล ได้ภายในเดือนก.พ.นี้”
สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการขณะนี้ คือ การกำหนดท่าที ต่อเงินดิจิทัลให้ได้ภายในเดือน ก.พ.นี้ เพราะหากนโยบายหลักไม่ชัดเจนการออกกฎเกณฑ์ต่างๆ จะ ไร้ประโยชน์ ต้องยอมรับว่าการระดมทุนผ่านไอซีโอ และการดูแลเงินดิจิทัลนั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกัน ดังนั้นต้องได้ความชัดเจนในเรื่องนี้ก่อน
สำหรับแนวทางในการกำกับดูแลนั้น เบื้องต้นน่าจะพิจารณา 3 แนวทาง ได้แก่ 1.ห้ามไม่ให้มีการ ซื้อขาย 2.ไม่กำกับดูแล และ 3.กำกับดูแลแบบปานกลาง ในระดับที่เหมาะสม
“สิ่งที่ ก.ล.ต.เป็นห่วงคือ หากห้ามไม่ให้ มีการซื้อขายเงินดิจิทัล รวมถึงห้ามไม่ให้ทำไอซีโอ อาจทำให้ให้การระดมทุนและการซื้อขายดังกล่าวลงไปอยู่ใต้ดิน ที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ เหมือนกับกรณีหวยเถื่อนที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน”
สำนักงาน ก.ล.ต.มองว่า การหารือเพื่อกำหนดท่าทีไม่ได้ทำให้กระบวนการออกเกณฑ์ไอซีโอต้องล่าช้า ที่ผ่านมาสำนักงาน ก.ล.ต. ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นการระดมทุนผ่านไอซีโอ มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการเปิดรับฟังความคิดเห็นยาวนานกว่า 3 เดือน ได้รับการตอบรับที่ดีมีผู้ที่แสดงความคิดเห็นจำนวนมาก คาดว่าแนวทางในการกำกับดูแลน่าจะชัดเจนภายในครึ่งปีแรกของปีนี้
สำหรับกรณีที่บริษัทจดทะเบียนที่มีออกระดมทุนผ่านไอซีโอ เบื้องต้นบริษัท ดังกล่าวได้เข้ามาหารือก่อนที่จะมีการแถลงข่าว 2-3 วัน โดยเป็นการเข้ามาสอบถามเรื่องเกณฑ์การกำกับดูแล ซึ่งขณะที่เข้าพบนั้น พบว่าไวท์เปเปอร์ของบริษัทยังไม่นิ่ง ทำให้ สำนักงานก.ล.ต.ไม่สามารถให้ความเห็นใดๆ ได้ และเมื่อบริษัทดังกล่าวแถลงข่าว ทางสำนักงาน ไม่ได้เรียกเข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มแต่อย่างใด
ทางสำนักงานก.ล.ต. มองว่าการดำเนินการ ระดมทุนไอซีโอนั้น ต้องดูในรายละเอียดว่าบริษัทดังกล่าวมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับการระดมทุนในรูปแบบหุ้น หรือ หุ้นกู้ บริษัทอาจจะมีปัญหาได้ในอนาคต
อย่างไรก็ตาม สำนักงานก.ล.ต. ขอย้ำว่า การลงทุนในรูปแบบไอซีโอมีความเสี่ยงสูงมาก โดยจากสถิติพบว่า จากผู้ระดมทุน 100 ราย จะมีผู้ที่ประสบความสำเร็จเพียง 5 ราย และ จะมี 95 รายที่ล้มเหลว ดังนั้นนักลงทุนต้องใช้ความระมัดระวังในการลงทุนด้วย
เร่งดูแลระดมทุนไอซีโอ
นางสาว อาจารีย์ ศุภพิโรจน์. ผู้อำนวยการ ฝ่ายส่งเสริมเทคโนโลยีการเงิน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า สำหรับผลของ การรับฟังความคิดเห็นการดูแลการระดมทุน ในรูปแบบไอซีโอนั้น ได้รับการตอบรับจาก ผู้ที่สนใจจำนวนมาก โดยเบื้องต้นทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า ควรที่จะมีผู้กำกับดูแลการระดมทุนในรูปแบบไอซีโอ เพื่อช่วยคัดกรองการลงทุนให้กับผู้ที่ต้องการลงทุน รวมถึงสร้างมาตรฐานในการระดมทุนรูปแบบ ดังกล่าวให้มีมาตรฐานมากขึ้น
แต่มีความเห็นต่างในเรื่องการจำกัด กลุ่มผู้ลงทุน โดยเฉพาะในวงเงินของการลงทุน ของผู้ลงทุนรายบุคคลมีจำนวนที่น้อยเกินไป หรือไม่ โดยมีผู้ให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า หากมีการจำกัดวงเงินการเข้าถึงการระดมทุนครั้งแรกของไอซีโอในนักลงทุนรายบุคคล ทำให้ต้องไปซื้อในตลาดรอง จะทำให้ผู้ลงทุนได้รับต้นทุนที่สูงกว่า สร้างความเสียเปรียบให้กับนักลงทุนรายบุคคล และขณะเดียวกันมีการตั้งคำถามถึงการจำกัดวงเงินการลงทุนสามารถทำได้จริงหรือไม่
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่สนใจการเป็น ตัวกลางของการระดมทุน ในเบื้องต้นมีผู้ที่ ติดต่อเข้ามาแสดงความสนใจ จะเปิดให้บริการ 5 ราย มีทั้งผู้ที่ให้บริการจากต่างชาติบริษัทที่ทำด้านการซื้อขายเงินดิจิทัลรวมถึง ผู้ประกอบการที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ สำนักงานก.ล.ต.อยู่เดิม ทั้งนี้สำนักงานได้กำกับ ให้ผู้ที่สนใจจะทำตัวกลางจะต้องมีทุนจดทะเบียน ไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาทรวมถึงมีผู้ที่สนใจจะทำไอซีโอ เข้าขอข้อมูลกับสำนักงานแล้ว 15 ราย
เตือนอาจเข้าข่ายกระทำความผิด
อย่างไรก็ตาม กระทรวงคลังได้มีการออกประกาศแจ้งเตือนซื้อ-ขายสกุลเงินดิจิทัลที่อาจเข้าข่ายกระทำความผิดตาม พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 ตามที่กระทรวงการคลังโดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลังได้เคยแถลงข่าวสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลแก่ประชาชน เมื่อวันที่ 3 ม.ค. 2561 ในการนี้ เพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจที่ชัดเจน ในข้อกฎหมายของ พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 (พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินฯ) และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่อาจจะเกี่ยวข้องกับการชักชวนซื้อ – ขาย สกุลเงินดิจิทัล ที่มีการดำเนินการกันอยู่ในขณะนี้ จึงขอชี้แจงดังนี้
1.ปัจจุบัน “สกุลเงินดิจิทัล” อาจจะทำให้ประชาชนทั่วไปเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า เป็นสิ่งที่ชำระหนี้ได้และมีมูลค่าดังเช่นสกุลเงินสกุลหนึ่ง แต่แท้จริงแล้ว สกุลเงินดิจิทัล เช่น บิทคอยน์ เป็นต้น เป็นหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ใช่เงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายไทย ซึ่งปรากฏตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ฉบับที่ 8/2557 เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 2557 2.มูลค่าของสกุลเงินดิจิทัลเกิดจากอุปสงค์ และอุปทานของตัวมันเองที่ทำให้มูลค่าของมัน เพิ่มขึ้น หรือลดลงโดยที่ตัวมันเองไม่มีกิจการใด ที่ถูกต้องตามกฎหมายรองรับในการสร้างรายได้เพื่อการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทน
3.มูลค่าของเงินสกุลดิจิทัลที่มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก เป็นแรงจูงใจทำให้ประชาชนสนใจที่จะซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล เพราะคิดว่ามีผลตอบแทนสูงและมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงอาจส่งผลให้มีการชักชวนให้ประชาชนเข้าร่วมลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลมากขึ้น
4.ตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินฯ ได้วางหลักข้อกฎหมายว่า ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยโฆษณา หรือประกาศเชิญชวนให้ลงทุนใดๆ ที่มีพฤติกรรมจ่ายผลประโยชน์ ตอบแทนในอัตราสูง โดยไม่มีกิจการใดที่ถูกต้อง ตามกฎหมายรองรับ อาจมีลักษณะเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมายนี้ ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปีและปรับตั้งแต่ห้าแสนบาท ถึงหนึ่งล้านบาท และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดระยะเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่
ปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ และสำนักงานป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน อยู่ระหว่างพิจารณา แนวทางดูแลสกุลเงินดิจิทัลอย่างเหมาะสม

Related Posts

Scroll to Top