กระทรวงการคลังได้เชิญหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) และ สำนักงานป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน(ป.ป.ง.) เพื่อหารือถึงแนวทางป้องกันความเสี่ยงจากการลงทุนในเงินที่ต้องอาศัยการเข้ารหัส(Cryptocurrency) หรือ เงินดิจิทัล เช่น บิทคอยน์ โดยที่ประชุมได้ตั้ง คณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด เพื่อศึกษาการลงทุน ในสกุลเงินดิจิทัล
นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวก่อนเข้าประชุมว่า ได้เชิญหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องกับการลงทุนในเงินสกุลดิจิทัล เข้าร่วมหารือถึงกระแสการลงทุนในสกุลเงินดังกล่าวซึ่งกำลังแพร่หลายในปัจจุบัน เพื่อหาแนวทางป้องกัน เนื่องจากเงินสกุลดิจิทัล ไม่ได้ถูกรับรองตามกฎหมาย โดยแนวทางในการป้องกันจะออกมาในรูปแบบการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้รับทราบถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น
“เป็นคำสั่งของท่านนายกรัฐมนตรีที่ให้กระทรวงการคลังประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันหาแนวทางป้องกันความเสี่ยงในการลงทุนเงินสกุลดิจิทัลต่างๆ หรือบิทคอยน์ โดยการประชุมครั้งนี้ เราก็จะหารือถึงสถานการณ์การลงทุนต่างๆที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร เพื่อหาแนวทางในการป้องกัน และให้ประชาชนมีความรู้อย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับการลงทุนในสกุลเงินที่กฎหมายไม่ได้มีการรับรอง”
อย่างไรก็ตาม เท่าที่ประเมินธุรกรรมการลงทุนเงินสกุลดิจิทัลในไทยนั้น ยังไม่ได้มีมากนัก แต่การประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ควรเป็นเรื่องที่ควรดำเนินการ
ตั้งคณะทำงานศึกษาใกล้ชิด
แหล่งข่าวจากที่ประชุม กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นชอบตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด ทำหน้าที่ในการศึกษาถึงการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลรูปแบบต่างๆ ว่า จะมีพัฒนาการอย่างไรต่อไปและจะมีความเสี่ยงต่อนักลงทุน รวมถึง เสถียรภาพต่อระบบเศรษฐกิจอย่างไร โดยคณะทำงานจะประกอบด้วยผู้แทนจาก 4 หน่วยงานคือกระทรวงการคลัง ธปท. ก.ล.ต. และ ป.ป.ง.
แหล่งข่าว กล่าวว่า ที่ประชุมยังไม่ได้มีมติในเรื่องมาตรการหรือแนวทางที่จะมากำกับการลงทุนสกุลเงินดิจิทัลในขณะนี้ เนื่องจาก จะต้องไปศึกษาและทำความเข้าใจให้ละเอียดและรอบคอบเกี่ยวกับการลงทุนดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุมได้ถกกันในประเด็นโอกาสและความเสี่ยงในการลงทุนดังกล่าว โดยประเด็นเรื่องความเสี่ยงนั้น ทางป.ป.ง.จะเข้ามาร่วมติดตามอย่างใกล้ชิด
“การประชุมวันนี้ แต่ละหน่วยงานก็จะพูดในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงาน เช่น ป.ป.ง.จะพูดถึงแนวทางการฟอกเงินผ่านการลงทุนดังกล่าว และรับฟังถึงพัฒนาการของเทคโนโลยีของการลงทุนในสกุลเงินดังกล่าว และมองไปถึงธุรกิจใหม่ๆที่จะเกิดและทรานเซ็คชั่นในการลงทุนที่มีความรวดเร็ว ประเด็นเหล่านี้ เป็นเรื่องที่คณะทำงานชุดที่ตั้งขึ้น จะต้องนำมาหารือในเชิงลึกกันต่อไป”
บิทคอยน์ร่วงหนัก 9%
สำหรับการเคลื่อนไหลของเงินดิจิทัล เช่นบิทคอยน์ ในช่วงที่ผ่านมามีความผันผวนสูงมาก ล่าสุดช่วงเย็นวานนี้(28 ธ.ค.) ราคาปรับลดลงกว่า 9% มาอยู่ที่ระดับ 13,828 ดอลลาร์ต่อบิทคอยน์ สาเหตุจากรัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศมาตรการควบคุมการซื้อขายเงินดิจิทัลเพิ่มเติมเพื่อป้องกันการเข้าเก็งกำไรในสกุลเงินดิจิทัล เช่น บิทคอยน์
ทั้งนี้ รัฐบาลเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า มาตรการที่จะนำมาใช้ในการควบคุมการเก็งกำไรในการซื้อสกุลเงินดิจิทัลได้ ได้แก่ มาตรการระงับการเปิดบัญชีสกุลเงินดิจิทัลของบุคคลนิรนาม และอาจปิดการซื้อขายเงินตราดิจิทัลตามคำแนะนำของกระทรวงยุติธรรม หากจำเป็น
เกาหลีเล็งเก็บภาษีซื้อขายเงินดิจิทัล
รัฐบาลเกาหลีใต้ ระบุว่า สกุลเงินดิจิทัล ไม่สามารถมีบทบาทสำคัญเทียบเท่าสกุลเงินจริง และมีความเสี่ยงที่จะทำให้ขาดทุนอย่างหนัก เนื่องจากความผันผวนที่สูงเกินไป รัฐบาลเกาหลีใต้ยังตั้งข้อสังเกตว่า ราคาของสกุลเงินดิจิทัลเกือบทั้งหมดที่ซื้อขายในตลาดเกาหลีใต้แพงกว่าในต่างประเทศมาก
นอกจากนี้รัฐบาลเกาหลีใต้ กำลังพิจารณาจัดเก็บภาษีกำไรจากการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล และประกาศห้ามผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะทำการเปิดบัญชีกับตลาดซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล และยังคงคำสั่งห้ามสถาบันการเงินทำการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล
ขณะเดียวกัน ตลาดซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลในเกาหลีใต้จะต้องปฏิบัติตามกฎข้อบังคับในการปกป้องนักลงทุน และทำการเปิดเผยคำสั่ง อย่างไรก็ดี คำสั่งดังกล่าวของรัฐบาลยังคงต้องผ่านการอนุมัติจากรัฐสภาเกาหลีใต้
ตรวจสอบเว็บซื้อขายบิทคอยน์
สกุลเงินดิจิทัลมีหลายสกุล สกุลที่คนนิยมมากที่สุดคือบิทคอยน์ ซึ่งราคาในขณะนี้ทะยานจากต้นปีไปกว่า 19 เท่า และชาวเกาหลีใต้หันมาค้าบิทคอยน์กันในวงกว้างมากขึ้น มีตั้งแต่แม่บ้าน นักศึกษา ไปจนถึงนักเก็งกำไร
ที่ผ่านมา คณะกรรมการให้บริการทางการเงินของเกาหลีใต้ (เอฟเอสซี) เผยแพร่แผนจัดการสกุลเงินดิจิทอลอย่าง บิทคอยน์และอีเธอร์เลียม เช่นให้ธนาคารทั่วไปเข้มงวดเกี่ยวกับการยืนยันตัวตน และรายงานการทำธุรกรรมที่น่าสงสัย เมื่อทางเอฟเอสซีประกาศออกมาได้ไม่นาน กระทรวงวิทยาศาสตร์ไอซีทีและคณะกรรมการด้านการสื่อสารของเกาหลี(เคซีซี) ก็ออกประกาศว่า จะเข้าตรวจสอบบริษัทผู้ให้บริการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลรวมทั้งเว็บไซต์ซื้อขายบิทคอยน์ด้วย



