
นายโมะริคาซุ ซกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย)จำกัด ยืนยันว่าขณะนี้มิตซูบิชิ มอเตอร์ส(ประเทศไทย) ยังไม่ได้รับผลกระทบจากการปิดมณฑลหูเป่ย เพื่อควบคุมไวรัสโคโรน่า เนื่องจากชิ้นส่วนยานยนต์ส่วนใหญ่ของมิตซูบิชิ มาจากโรงงานในประเทศไทย แต่ยอมรับว่า ยังมีชิ้นส่วนบางประเภท ที่นำเข้าจากจีน ทำให้ต้องมอนิเตอร์อย่างใกล้ชิดและหาแนวทางว่าจะทำอย่างไรต่อไป ประกอบกับสถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลกยังมีแนวโน้มชะลอตัว
รวมถึงประเทศไทย ก็อาจต้องทบทวนแผนการผลิตใหม่ให้เหมาะสม เพราะร้อยละ 80 ของยอดผลิตทั้งหมดเป็นการผลิตเพื่อส่งออก ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเก็บรวบรวมข้อมูลและต้องจับตาปัจจัยต่างๆ อย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ประเมินภาพรวมยอดขายรถยนต์ในประเทศปี 2563 ว่ามีแนวโน้มหดตัว จาก 1 ล้านคันในปีที่แล้ว(2562) ลงมาเหลือเพียง 920,000-950,000 คันในปีนี้ จากปัจจัยลบด้านเศรษฐกิจ การลงทุน การเบิกจ่ายงบประมาณปี 2563 ล่าช้า รวมถึงการควบคุมหนี้ครัวเรือน
สำหรับยอดจำหน่ายรถยนต์ในปี 2562 ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) มีการเติบโตได้ร้อยละ 4.4 จากปีก่อนหน้า คิดเป็นยอดจำหน่ายรวม 88,244 คัน มีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 8.8 โดยตั้งเป้าปีนี้จะเพิ่มส่วนแบ่งตลาดให้ได้ที่ร้อยละ 9 ขณะที่ผลการดำเนินงานปีนี้ สูงกว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ในภาพรวม ซึ่งมียอดขายทั้งหมด 1,007,552 คัน ลดลงร้อยละ 3.3 จากปีก่อนหน้า ส่วนการส่งออกรถยนต์มิตซูบิชิในปี 62 รวม 332,700 คัน
แต่อย่างไรก็ตามมิตซูบิชิ มอเตอร์ส(ประเทศไทย) มีแผนลงทุนราว 7,000 ล้านบาทปรับปรุงโรงงานในไทย และ มีแผนผลิตรถพลังงานไฟฟ้า ประเภทปลั๊กอินไฮบริด ที่โรงงานผลิตแหลมฉบัง ในปี 2564 ด้วยเงินลงทุนกว่า 3,130 ล้านบาทโดยอยู่ระหว่างขอสนับสนุนการลงทุนจากบีโอไอ โดยจะใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศเป็นหลัก







