ดีลใหญ่ตลาดอสังหาฯ หมื่นล้าน อนันดา จับมือแอสคอทท์ รุกเซอร์วิสอพาร์ทเม้น

วันนี้มีดีลใหญ่ภาคธุรกิจอสังหาฯ เมื่ออนันดา ผู้ประกอบการอสังหาของไทยจับมือ ดิ แอสคอทท์ เชนเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ อันดับ 1 ของโลก เปิด 4 โครงการรวด มูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาท มั่นใจศักยภาพเศรษฐกิจไทยยังเติบโต และกรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงศูนย์กลางภูมิภาค ดึงกลุ่มชาวต่างชาติ นักธุรกิจ และนักท่องเที่ยว สู่ไทย

นายชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้บริษัทรุกตลาด “เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์” นั่นเพราะแนวโน้มเศรษฐกิจของไทยยังดึงดูดให้นักลงทุน และนักธุรกิจต่างชาติหลั่งไหลเข้าสู่ไทย ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวก็มีจำนวนชาวต่างชาติเดินทางเข้าไทยถึงหลัก 30 ล้านคน ซึ่งทุกวันนี้กรุงเทพฯ เปรียบเหมือนเป็นเมืองศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปแล้ว นักลงทุนใน CLMV ก็มาตั้ง Head Office ที่นี่จำนวนมาก แต่กลุ่มที่มาทำงานหรือท่องเที่ยวกับครอบครัว การใช้บริการโรงแรมอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการของพวกเค้า

ดังนั้นบริษัทจึงได้ร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำระดับโลก ดิ แอสคอทท์ ลิมิเต็ด ซึ่งเป็นผู้ประกอบการเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ ระดับลักชัวรี่ชั้นนำ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยจำนวนอาคารที่บริหารกว่า 500 อาคาร ใน 130 ประเทศ จำนวนกว่า 80,000 ห้อง โดยบริษัทจะเปิดตัว 4 โครงการใหม่ มูลค่าโครงการกว่า 1 หมื่นล้านบาท กว่า 1,400 ยูนิต บนทำเลศักยภาพสูงใจกลางกรุงเทพฯ ประเดิมโครงการแรก ซัมเมอร์เซ็ท รามา 9 บางกอก มูลค่า 2,500 ล้านบาท จำนวน 445 ยูนิต ตามด้วยทำเลสาทร, สุขุมวิท 59 และ สุขุมวิท 8 โดยจะเริ่มเปิดให้บริการได้ในปี 2563

ทั้งนี้อัตราการเช่าเฉลี่ยของเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ในทุกทำเลของกรุงเทพมหานครมจำนวนมากกว่า 74% และเชื่อมั่นว่าสามารถขยับขึ้นไปถึงประมาณ 90% ได้ในบางทำเล โดยพื้นที่ศูนย์กลางธุรกิจและพื้นที่ตามแนวถนนสุขุมวิท เป็นทำเลยอดนิยมที่สุดสำหรับชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพมหานคร อัตราการเช่าเฉลี่ยจึงอยู่ที่ประมาณ 80 %

ด้ายนายเควิน โกห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดิ แอสคอทท์ จำกัด กล่าวว่า แอสคอทท์ตั้งเป้าบริหารเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ไว้ทั้งหมด 14 แห่งในประเทศไทยภายในปี 2566 ซึ่งการร่วมมือของอนันดากับแอสคอทท์ ในครั้งนี้จะช่วยสร้างความมั่นใจให้ประเทศไทยซึ่งเป็นตลาดสำคัญสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และภูมิภาคอื่นๆทั่วโลก โดยมั่นใจว่าจะมียอดขายได้มากกว่า 80,000 ยูนิตในปีนี้ และมีเป้าหมายที่จะเพิ่มขึ้นถึง 160,000 ยูนิตภายในปี 2566 ส่วนแผนงานในประเทศไทยจะมีการดำเนินงานมากกว่า 1,600 หน่วย ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า หรือมากกว่า 4,300 ยูนิตภายในปีพ.ศ. 2567

Related Posts

Scroll to Top