รศ.สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการสถาบันคลังสมองของชาติ ประเมินว่าผลผลิตทางการเกษตรที่มีแนวโน้มราคาดีปี 2561 ได้แก่ 1. ผลไม้ คือ ทุเรียน มังคุด และมะพร้าว นอกจากความนิยมในการบริโภคของตลาดในไทยแล้ว ต่างชาติ อย่างจีน ยังชื่นชอบในผลไม้ไทยเป็นอย่างมาก เช่นทุเรียนราคามีแนวโน้มสูงขึ้นมากกว่ากิโลกรัมละ 100 บาท เช่นเดียวกับมะพร้าวซึ่งต่างชาตินิยมดื่มน้ำมะพร้าวในชีวิตประจำวันส่งผลให้ราคาขายมากกว่าลูกละ 20 บาท 2. ข้าว หอมมะลิและกลุ่มข้าวเฉดสี ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์ไวต่อแสง เนื่องจากมีปริมาณผลผลิตจำกัด ขณะที่ความต้องการบริโภคในโลกเพิ่มขึ้น ด้วยความนิยมเรื่องสุขภาพ เช่น ข้าวหอมมะลิมีโอกาสราคาสูงกว่าตันละ 14,000 ถึง 15,000 บาท หากมีการพัฒนากระบวนการผลิต สามารถส่งออกได้ในราคาที่สูงกว่า 900 ถึง 1000 ดอลล่าร์สหรัฐต่อตัน ขณะที่ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ข้าวกลุ่มเฉดสี เช่น ไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมมะลิดำ ราคาไม่ต่ำกว่าตันละ 20,000 บาท 3. ข้าวโพดสำหรับผลิตอาหารสัตว์ มีแนวโน้มราคาเพิ่มขึ้น ตามความต้องการอาหารสัตว์ที่เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ผลผลิตภายในประเทศมีจำกัด ซึ่งปีที่แล้วอยู่ที่ราว 4 ล้านตัน อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับแนวทางการนโยบายนำเข้าข้าวสาลีเพื่อผลิตอาหารสัตว์ที่รัฐบาลกำหนด หากนำเข้ามามาก จะกดดันให้ราคาข้าวโพดลดต่ำลง ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 6 บาท รวมทั้งผลจากการกีดกันการซื้อสินค้า จากประเทศที่ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวโพด ที่ปลูกในพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ 4. มันสำปะหลัง ใช้ในอุตสากรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เช่น อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งไทยเป็นแหล่งส่งออกมันเส้นและมันอัดเม็ด แหล่งใหญ่ของโลก แม้ปีที่ผ่านมาราคาลดลงเล็กน้อยเนื่องจากฝนตกดีผลผลิตเยอะ แต่ในปีนี้แนวโน้มราคาอยู่ในระดับที่สดใส 5. อ้อย แนวโน้มราคาดีจากปริมาณความต้องการที่เพิ่มขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างไรก็ตามต้องจับตาดูระบบโควตาการส่งออก สำหรับราคาพืชผลเกษตรที่มีแนวโน้มทรงตัวหรือปรับลดลง ได้แก่ ยางพารา เนื่องจากปริมาณผลผลิตในประเทศที่เพิ่มขึ้น ซึ่งปีที่แล้วเพิ่มขึ้นจาก 3.6 ล้านตันเป็น 4.6 ล้านตัน ขณะที่ประเทศอื่นอย่าง เวียดนาม เมียนมา ลาว และจีนตอนใต้ ก็เปิดหน้ากรีดได้มากขึ้น ในขณะที่ปริมาณความต้องการใช้ไม่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาลดต่ำลง แกว่งตัวอยู่ในช่วงกิโลกรัมละ 50 ถึง 60 บาท ซึ่งปีนี้คาดว่า แตะระดับ 60 บาทได้ยาก อย่างไรก็ตามราคามีโอกาสดีขึ้นหากมีโครงการก่อสร้างพื้นฐาน และอุตสาหกรรมยางล้อ ซึ่งส่งผลต่อปริมาณความต้องการใช้มากขึ้น ขณะที่ข้าวขาว 1000ไม่ไหวแสงที่ปลูกตามเขตชลประทานทั่วไปมีคู่แข่งที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น อย่างเมียนมา เวียดนาม อีกทั้งอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ที่ เปลี่ยนบทบาทจากผู้นำเข้ามาเป็นผู้ผลิตข้าวเอง ส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกข้าวขาว อยู่ในช่วง 7500 ถึง 7800 บาทต่อตัน



