นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจ และตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสแรกที่กำลังจะผ่านพ้นไปว่า ยังเป็นสถานการณ์เดิมกับช่วงปลายปีก่อน คือพึ่งพิงภาคเศรษฐกิจต่างประเทศ จากภาคการส่งออก รวมถึงภาคการท่องเที่ยว แต่สำหรับปัจจัยภายในประเทศยังไม่ดี เงินเฟ้อยังต่ำกว่า 1 % อุปสงค์ภายในประเทศ ยังไม่ฟื้นตัว เนื่องจากรายได้ภาคการเกษตรยังอยู่ในระดับต่ำ ราคาพืชผลทางการเกษตร ข้าวและยางพารา ยังกดดันรายได้ในภาพรวม ปัจจัยที่ดูดีขึ้นจากปีก่อนคือเรื่องของการเบิกจ่ายภาครัฐ ที่ พรบ.อีอีซี มีความชัดเจนแล้ว ซึ่งน่าจะช่วยภาพการลงทุนได้บ้าง ไม่มากก็น้อย ส่งผลให้แนวโน้มเศรษฐกิจปีนี้น่าจะโตได้ประมาณ 4 % ใกล้เคียงกับปีก่อน
ขณะที่การประชุมธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด ในวันพรุ่งนี้น่าจะปรับเพิ่มดอกเบี้ยนโยบาย (Fed fund rate) ขึ้น 0.25% ไปอยู่ที่ระดับ 1.5 ถึง 1.75% ซึ่งเป็นไปในทิศทางที่ตลาดคาดการณ์ไว้ สิ่งที่ต้องติดตามคือถ้อยแถลงว่าจะมีการปรับเพิ่มขึ้นดอกเบี้ยระยะต่อไปอย่างไรบ้าง ซึ่งกสิกรไทยคาดว่าในปีนี้น่าจะเพิ่มขึ้นอีก 2-3 ครั้ง ในช่วงนี้เงินบาทอาจจะมีการรับรู้ข่าวดังกล่าว และน่าจะได้รับผลจากการที่มีเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวกว่า 9,700 ล้านบาทไหลเข้าสู่ประเทศมาจับจ่ายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ทำให้อาจจะเคลื่อนไหวแข็งค่าทะลุ 31 บาท ไปถึง 30.8 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ตามแนวโน้มหลังช่วงหลังสงกรานต์เงินบาทจะมีการอ่อนค่า เนื่องจากจะมีการปันผลจากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นกว่า 8.7 หมื่นล้านบาท ออกนอกประเทศ และในช่วงปลายปีธนาคารกลางยุโรป อาจจะมีแนวทางในการหยุดมาตรการคิวอี จะส่งผลให้เงินทุนไหลออกทั้งในภาคตลาดตราสารหนี้ รวมถึงตลาดหุ้น แต่เชื่อว่าจะไม่รุนแรงเหมือนครั้งสหรัฐหยุดคิวอี ในปี 2013 โดยกสิกรไทยคาดว่าเงินบาทจะอ่อนค่ามาอยู่ที่ระดับ 32 บาทดอลล่าร์ในช่วงสิ้นปี



