พล.ต.ต.รมย์สิทธิ์ วีริยาสรร รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) แถลงหลังประชุมหารือการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างสถาบันทางการเงิน 36 แห่ง ปปง. ธปท. และกรมการปกครอง เพื่อทำความเข้าใจกันและกำหนดมาตรการเพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปตามกฎหมายฟอกเงินอย่างเคร่งครัด
ทั้งนี้ ได้กำหนด 3 มาตรการ หลักคือ 1.ให้เพิ่มความเข้มเกี่ยวกับมาตรการในการแสดงตนและการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงของผู้เปิดบัญชีให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด โดยกำหนดหลักเกณฑ์การแสดงตนของลูกค้านั้นจะต้องแสดงข้อมูลและหลักฐานอย่างน้อย 7 อย่าง ประกอบด้วย ชื่อ-สกุล วันเดือนปี เกิด เลขประจำตัวประชาชน ที่อยู่ตามทะเบียนบ้านและที่อยู่ปัจจุบัน อาชีพ สถานที่ทำงาน ข้อมูลการติดต่อ และลายมือชื่อผู้ทำธุรกรรม รวมถึงการ ตรวจสอบรูปร่างหน้าตากับหลักฐานต่างๆ ที่นำมาแสดงว่าตรงกันหรือไม่
นอกจากนี้ ขอให้สถาบันทางการเงินประสานกับกรมการปกครองเรื่องการติดตั้งโปรแกรมตรวจสอบสถานะของบัตรประชาชน ว่าเป็นบัตรที่สามารถใช้ได้อยู่หรือไม่ มีการยกเลิกเพิกถอนหรือแจ้งหายไว้หรือไม่
ขณะที่ 2.ให้สถาบันการเงินกำหนดมาตรการในการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าว่ายังเป็นเจ้าของบัญชีหรือไม่ โดยสถาบันการเงินจะทำการติดต่อไปยังเจ้าของบัญชี ตามที่อยู่ที่ปรากฏตามทะเบียนราษฎร เพื่อให้ยืนยันและรับรองสถานะบัญชีดังกล่าว หากเจ้าของบัญชีไม่ทำการยืนยันและรับรองสถานะทางบัญชี สถาบันการเงินจะดำเนินการเฝ้าระวังบัญชีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และประสานมายัง ปปง.และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
สำหรับ 3.มาตรการป้องกันปราบปรามการรับจ้างเปิดบัญชี โดย ปปง.ร่วมกับสถาบันการเงินตรวจสอบธุรกรรมและบัญชีต้องสงสัยว่าเข้าข่ายเป็นการรับจ้างเปิดบัญชี หรือเป็นบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดหรือไม่ ไม่ว่าเป็นกรณีของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ขบวนการค้ายาเสพติด การพนันออนไลน์ หรือความผิดมูลฐานอื่นๆ
นอกจากนี้ หากสถาบันการเงินพบว่ามีพฤติการณ์ชัดเจนที่เกี่ยวข้องกับการ กระทำความผิด หรือเป็นการรับจ้างเปิดบัญชี สถาบันการเงินจะรายงานมายัง ปปง.เพื่อขยายผลดำเนินคดีกับเจ้าของบัญชีดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่ามีบัญชีต้องสงสัยที่เข้าข่ายพฤติการณ์ดังกล่าวกว่า 4,000 บัญชี ปปง.จะร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สืบสวนขยายผลต่อไป
“ใครที่สงสัยว่าอาจถูกหลอก หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขอให้รีบติดต่อประสานมายัง ปปง.โดยเร่งด่วน หรือสามารถแจ้งเข้ามาที่ ศปก.ปปง.สายด่วน 1710 รวมทั้งขอให้ช่วยกันประชาสัมพันธ์ให้กับบุคคลใกล้ชิดทราบถึงโทษในการรับจ้างเปิดบัญชี” รักษาราชการแทนเลขาธิการ ปปง. กล่าว
สำหรับเรื่องการตรวจสอบบัญชีกว่า 4,000 บัญชี ที่มีความเสี่ยงนั้น ปปง.ได้ประสานงานร่วมกับ ธปท.และสถาบันการเงินต่างๆ ให้ตรวจสอบบัญชีที่มีการทำธุรกรรมไม่สอดคล้องกับผู้ทำบัญชี อาทิ การเปิดหลายบัญชี หรือการนำข้อมูลประจำตัวต่างๆ ไปเปิดบัญชีให้กับผู้อื่น
“อาจจะเรียกผู้เปิดบัญชีมาสอบปากคำ พร้อมทั้งตรวจสอบความเป็นอยู่ของผู้เปิดบัญชีว่ามีความสอดคล้องกับการทำธุรกรรมหรือไม่ หากพบว่าไม่สอดคล้องกับการดำเนินการทางธุรกรรม ก็จะนำไปสู่การสืบสวนสอบสวนขยายผลเพื่อให้ถึงต้นตอของกลุ่มมิจฉาชีพต่อไป” พล.ต.ต.รมย์สิทธิ์ กล่าว



