สำนักวิจัยต่างประเทศหลายแห่ง เริ่มจับตามองไทย หลังจากที่เงินสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมาก พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเพราะธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าแทรกแซงค่าเงินจึงทำให้ระดับเงินสำรองฯเพิ่มขึ้น
ล่าสุดนักเศรษฐศาสตร์ของสภาความสัมพันธ์ ต่างประเทศ (ซีเอฟอาร์) ซึ่งเป็น กลุ่มคลังสมองของสหรัฐ เขียนบทความแสดงความเห็นว่า ไทยมี แนวโน้มที่จะเข้าไปอยู่ในบัญชี รายชื่อประเทศที่มีการบิดเบือน ค่าเงินของกระทรวงการคลังสหรัฐ ที่เตรียมประกาศเดือนเม.ย.นี้
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กรณีที่ ซีเอฟอาร์กล่าวหาว่า ไทยมีการแทรกแซงค่าเงินเพื่อประโยชน์ ในการเกินดุลการค้ากับสหรัฐนั้น ขอยืนยันว่า รัฐบาลไม่มีนโยบาย ในการเข้าไปแทรกแซงค่าเงิน โดย ในส่วนของเงินทุนเคลื่อนย้าย หน่วยงานที่รับผิดชอบคือธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ซึ่งจับตา ดูเรื่องนี้อยู่แต่ไม่ได้เข้าไปแทรกแซงแต่อย่างไร
การที่ค่าเงินบาทแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์มาจากสภาพเศรษฐกิจของประเทศที่ดีขึ้น มีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด เป็นเรื่อง พื้นฐานของเศรษฐกิจ สอดคล้องกับภูมิภาค ทำให้สกุลเงินต่างๆ แข็งค่ามากขึ้น โดยธปท.ก็มีข้อมูลว่าอัตราแลกเปลี่ยนของแต่ละประเทศ ในภูมิภาคนี้แข็งค่าเมื่อเปรียบเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์ เช่น มาเลเซีย ค่าเงินก็แข็งค่ามากขึ้นในอัตราที่ มากกว่าไทย ขณะที่เงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าลง ส่วนหนึ่งมาจากจีนที่เคยเข้าซื้อเงินสกุลดอลลาร์ก็ชะลอการเข้าซื้อลง
“เรายินดีให้สหรัฐเข้ามาตรวจสอบ ทุกอย่างโปร่งใส ไม่มีการเข้าไปแทรกแซง เพียงแต่มีการหารือกับ ผู้ว่าธปท.ว่าให้ดูแลใกล้ชิดว่า มีความผันผวนเกินไปหรือไม่ มีอะไรที่ไม่ควรเกิดขึ้นอย่างเรื่องของการเก็งกำไรหรือไม่”นายสมคิดกล่าว
รองนายกรัฐมนตรี กล่าว ต่อไปว่า ในช่วงที่ค่าเงินบาทแข็งค่าภาคธุรกิจควรใช้โอกาสนี้เร่งรัดการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น การเปลี่ยนเครื่องจักร เครื่องมือใหม่ ส่วนการชำระคืนเงินกู้สกุลเงินต่างประเทศในช่วงที่เงินบาทแข็งค่านั้นเป็นนโยบายของรัฐบาล และได้ดำเนินการไปก่อนหน้านี้แล้ว
คลังไม่ห่วงไทยถูกสอบอุ้มเงินบาท
นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กรณีที่สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ไทยอาจเข้าข่ายถูกสหรัฐขึ้นบัญชีดำกรณีปั่นค่าเงินดอลลาร์และอุ้มเงินบาทนั้น ขณะนี้ยังไม่มีอะไรออกมาอย่างเป็นทางการจากสหรัฐ ซึ่ง คิดว่าเขาคงตรวจสอบเฉยๆ เขาตรวจสอบหลายประเทศไม่เฉพาะแค่ไทย ซึ่งในส่วนของกระทรวงการคลัง ไม่ได้กังวลอะไรกับเรื่องดังกล่าว อย่างไรก็ตามหากต้องการ รายละเอียดที่มากกว่านี้คงต้องไป ถามทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดีกว่า
นายแบรด ดับเบิลยู เวสเตอร์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส จากสภา ความสัมพันธ์ต่างประเทศ (ซีเอฟอาร์) ซึ่งเป็นกลุ่มคลังสมองของสหรัฐ เขียนบทความแสดงความเห็นว่า มีแนวโน้มที่ไทยอาจมีคุณสมบัติเข้าข่ายประเทศที่ถูกสหรัฐขึ้น บัญชีดำ ฐานปั่นค่าเงิน
ไทยส่อเข้าเกณฑ์ปั่นค่าเงินทั้ง3ข้อ
นายเวสเตอร์ ระบุว่า รายงานอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ที่กระทรวงการคลังสหรัฐมีกำหนดออกมาในเดือนเม.ย.นี้ มีความ น่าสนใจอย่างมากที่จะจับตามองว่า มีชื่อไทยอยู่ในรายงานของประเทศที่ปั่นค่าเงินหรือไม่ หลังที่ผ่านมา ไม่เคยมีชื่อไทยรวมอยู่ในรายงานฉบับนี้ แต่ในปีที่ผ่านมา ไทยมีแนวโน้ม ที่จะมีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขทั้ง 3 ข้อที่กำหนดไว้ในกฎหมาย เบนเนตต์ สำหรับการปั่นค่าเงิน
นับเป็นเวลานานมาแล้ว ที่ไทยอยู่ในสถานะที่สอดคล้องกับเงื่อนไขในด้านการได้เปรียบดุลบัญชีเดินสะพัด และการเข้าแทรกแซงตลาดเงิน ที่รายงานอัตราแลกเปลี่ยนของกระทรวงการคลังจับตามองอยู่ แต่ที่ไม่มีชื่อติดอยู่ในรายงาน เพราะสหรัฐยังไม่ได้พิจารณาว่าไทยเป็นคู่ค้ารายใหญ่ และยังไม่ครอบคลุมเงื่อนไข ในข้อที่ 3 เรื่องการมีตัวเลขได้เปรียบดุลการค้าต่อสหรัฐอย่างน้อย 20,000 ล้านดอลลาร์
ในช่วงไตรมาส 3 ของปีที่แล้ว ตัวเลขได้เปรียบดุลบัญชีเดินสะพัด และการเข้าแทรกแซงค่าเงินของไทยพุ่งขึ้นสูงอย่างมาก และเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในช่วงไตรมาส 4 ขณะที่ตัวเลขได้เปรียบดุลการค้า ช่วง 11 เดือนของปีที่แล้วนับถึงเดือนพ.ย.อยู่ที่ 19,860 ล้านดอลลาร์
เกินดุลการค้าสหรัฐอื้อ
ถ้าข้อมูลในเดือนธ.ค.ออกมา และปรากฎว่า ไทยได้เปรียบดุลการค้าต่อสหรัฐอีกแค่เพียง 1,520 ล้านดอลลาร์ ก็จะทำให้ไทยมีเงื่อนไขเข้าข่ายที่จะถูกพิจารณาว่าเป็นประเทศปั่นค่าเงินในทันที โดยในเดือนต.ค.และพ.ย.นั้น ไทยได้เปรียบดุลการค้าต่อสหรัฐ ตกประมาณเดือนละ 1,800 ล้านดอลลาร์
นายเวสเตอร์ ยังคาดการณ์ว่า กระทรวงการคลังสหรัฐ น่าจะหวังให้ไทยไม่ข้ามเส้นดังกล่าวอย่าง เป็นทางการ อย่างน้อยก็จนถึง ต้นปีหน้าเพราะในรายงานเดือน เม.ย.นี้ จะรวบรวมข้อมูลถึงแค่เดือน ธ.ค. เท่านั้น
อย่างไรก็ดี เขาแสดงความมั่นใจว่า รัฐบาลสหรัฐน่าจะหาทางกดดัน และให้เวลาไทยเล็กน้อย ด้วยการใส่ชื่อไทยไว้ในประเทศ ที่โดนจับตามอง(วอทช์ลิสต์) ก่อนที่จะประกาศเป็นประเทศปั่นค่าเงิน
ทั้งนี้ เงินบาทของไทยแข็งค่าขึ้นอย่างมากในปี 2560 ต่อเนื่องมาจนถึงต้นปี 2561 ซึ่งในปีที่แล้ว ธนาคารกลางแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เข้าแทรกแซงตลาดเพื่อรักษาอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากที่ระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์ ก่อนจะเปลี่ยนมาควบคุมไว้ที่ราว 33 บาทต่อดอลลาร์ และการที่ดอลลาร์ ยังคงอ่อนค่าลงในช่วงต้นปีนี้ จึงมีความเป็นไปได้ที่ธปท. จะปรับนโยบายจำกัดเพดานค่าเงินบาทไว้ที่ระดับประมาณ 32 บาทต่อดอลลาร์



