นายอภิจิณ โชติกเสถียร เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยความคืบหน้าการ Transform การมาตรฐานสู่ สมอ. 4.0 โดยนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในกระบวนการออกใบอนุญาต (Digital-License) เพื่ออำนวยความสะดวก และลดระยะเวลาในการออกใบอนุญาตให้กับผู้ประกอบการให้รวดเร็วยิ่งขึ้นภายใน 10 วันทำการ โดยตั้งแต่เปิดตัวโครงการระบบ Digital-License เมื่อวันที่19 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ได้ดำเนินการออกใบอนุญาตไปแล้ว 46 ฉบับ ครอบคลุม 12 มาตรฐาน ขณะนี้ยังพร้อมให้ผู้ประกอบการยื่นขอ มอก. ผ่านระบบเพิ่มอีก จำนวน 98 มาตรฐาน และจะดำเนินการให้ครอบคลุม 173 มาตรฐาน ภายในปี 2561 โดยมีเป้าหมายให้สามารถออกใบอนุญาตได้ครบทุกมาตรฐาน ภายในปี 2562
ด้านการถ่ายโอนงานการตรวจประเมินโรงงานให้หน่วยตรวจที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ตรวจสอบการทำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ Inspection Body (IB) ขณะนี้ สมอ. ได้แต่งตั้งศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) เป็นหน่วยตรวจประเมินโรงงานเรียบร้อยแล้ว ทำให้ขณะนี้ สมอ. มีหน่วยตรวจประเมินโรงงาน จำนวน 15 หน่วยงาน ครอบคลุม 1,700 มาตรฐาน ซึ่งในจำนวนนี้ สมอ. ได้ถ่ายโอนงาน เต็มรูปแบบ จำนวน 173 มาตรฐาน แบ่งเป็น มาตรฐานทั่วไป 130 มาตรฐาน และมาตรฐานบังคับ 43 มาตรฐาน เช่น หลอดไฟฟ้า ถังก๊าซปิโตรเลียมเหลว ผ้าเบรกสำหรับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ถังน้ำมันรถยนต์นั่ง เครื่องอบผ้าเฉพาะด้านความปลอดภัย เป็นต้น ซึ่งหน่วยตรวจดังกล่าวจะทำหน้าที่ประเมินระบบควบคุมคุณภาพของโรงงานที่ทำผลิตภัณฑ์ของผู้ขอรับใบอนุญาต ตั้งแต่การตรวจประเมินระบบของโรงงาน เก็บตัวอย่างและนำมาทำการทดสอบในห้องปฏิบัติการที่ได้รับการแต่งตั้ง รวมทั้งจัดทำรายงานเพื่อเสนอ สมอ. พิจารณา ออกใบอนุญาต ส่งผลให้การขอรับใบอนุญาตของผู้ประกอบการสะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อหน่วยตรวจประเมินโรงงานได้ที่ www.tisi.go.th.
ท้ายนี้ เลขาธิการ สมอ. กล่าวว่า สมอ. เตรียมให้หน่วยตรวจ หรือ IB ทำหน้าที่ตรวจติดตามภายหลังการอนุญาต เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑและวิธีการการตรวจสอบ เพื่อการอนุญาตและติดตามผล ฉบับแกไขครั้งที่ 1 ป พ.ศ.2560 อีกด้วย



