แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ภายหลังสหรัฐไม่เสนอโครงการต่ออายุสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) ที่ได้หมดอายุลงเมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2560 ต่อสภาคองเกรสสหรัฐ ทำให้สินค้า 3,500 รายการ ที่สหรัฐให้สิทธิ จีเอสพีกับประเทศด้อยพัฒนาและประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงประเทศไทยที่ได้รับสิทธิประมาณ 3,400 รายการ ต้องนำเข้าสินค้าผ่านด่านศุลกากรสหรัฐ โดยชำระภาษีในอัตราปกติตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2561 เป็นต้นไป
“การดำเนินการน่าจะเริ่มได้หลังปี 2560 ซึ่งหากจีเอสพีได้รับการต่ออายุ ทางศุลกากรสหรัฐถึงจะคืนภาษีที่เรียกเก็บให้กับผู้นำเข้าได้” แหล่งข่าวเปิดเผย
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ทางสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงวอชิงตัน ซึ่งเป็นผู้แทนของไทยได้ยื่นหนังสือเหตุผลความจำเป็นขอรับสิทธิจีเอสพีจากสหรัฐใน 2 ส่วน คือ การต่ออายุจีเอสพีทั้งโครงการ และเป็นรายสินค้าที่คาดว่าจะถูกตัดสิทธิ 3 รายการ ได้แก่ เครื่องซักผ้า เลนส์แว่นตา และอาหารปรุงแต่ง เพราะมีการส่งออกเกินระดับเพดานที่สหรัฐกำหนดต่อผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์)
แหล่งข่าวระบุว่า ไทยได้พยายามยื่นข้อมูลภาพรวมทั้งประเทศและรายสินค้าไปทั้งหมด โดยในส่วนรายการสินค้านั้นภาคเอกชนกลุ่มอาหารปรุงแต่งได้ยื่นร้องขอสิทธิกับยูเอสทีอาร์ ส่วนกลุ่มเครื่องซักผ้าและเลนส์แว่นตาไม่ได้ ยื่นเรื่อง โดยกลุ่มเลนส์แว่นตาแจ้งว่าส่งออกไปสหรัฐไม่มาก ส่วนเครื่องซักผ้าส่วนใหญ่เป็นต่างชาติเข้ามาลงทุน และได้มีการย้ายฐานไปเวียดนามแทน เพราะเกรงจะถูกสหรัฐทุ่มตลาด
ทั้งนี้ หลังโครงการจีเอสพีหมดอายุลงและไม่ได้รับการต่ออายุได้ส่งผลต่อการจ้างงานในสหรัฐ เช่น จีเอสพีที่หมดอายุในปี 2556 แต่ได้ต่ออายุในปี 2558 จะเกิดสุญญากาศ 2 ปี ซึ่งสมาคม American Apparel and Footwear Association รายงานว่าผู้ประกอบการจีเอสพี 40% ชะลอการจ้างงานเพิ่ม 22% ไม่เพิ่ม การจ้างและการลงทุน นอกจากนี้ 13% ปลดคนงาน ลดชั่วโมงทำงานและลดค่าจ้าง
นอกจากนั้น ยังกระทบด้านการเงินของผู้นำเข้า ซึ่งจะต้องชำระภาษีนำเข้า ทำให้เงินทุนหมุนเวียนไม่คล่องตัว โดยเฉพาะผู้นำเข้าขนาดย่อมไม่สามารถรับภาระด้านภาษีนำเข้าและจะเผชิญปัญหาการขาดทุนและต้องเลิกกิจการ ขณะที่ผู้นำเข้าสินค้าจากแหล่งผลิตจีเอสพี ซึ่งต้องแข่งขันกับสินค้าจีนในสหรัฐจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาด และจะกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิตและรายได้ของแรงงานในประเทศจีเอสพี เนื่องจากผู้นำเข้าลดปริมาณการนำเข้าสินค้า และผู้บริโภคสหรัฐต้องซื้อ สินค้าในราคาที่เพิ่มขึ้น



