นายธิติวัฒน์ ธีรกุลธัญโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นจูรี่21 (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่าบริษัท ได้จัดทำงานวิจัย “ทางรอดหรือทางตันของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในยุครัฐบาล คสช.” โดยพบว่า ตั้งแต่ 22 พ.ค.2557 จนถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลา 4 ปีกว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย เติบโตขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเขตเมืองและกรุงเทพ ที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดที่ 40 % รองลงมาคือภาคตะวันออก 21 % และภาคใต้ 16 % โดยปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันตลาดอสังหาฯ ของรัฐบาล คสช. เติบโตสูง มาจากโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น โครงการเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC ที่มีรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อ 3 สนามบิน โครงการท่าอากาศยานอู่ตะเภา โครงการศูนย์ซ่อมอากาศยาน (MRO) โครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 โครงการท่าเรืออุตสาหกรรม มาบตาพุด ระยะที่ 3 และโครงการรถไฟฟ้าเขตเมือง หลากหลายสี รวมถึงโมโนเรล ที่มีการลงเสาเข็มก่อสร้างชัดเจน ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่าโครงการจะเกิดขึ้นแน่นอน
ขณะที่ในมุมธุรกิจปี 2558 ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ก้าวมามีบทบาทสำคัญต่อภาคตลาดทุนได้ โดยมีมูลค่าการจดทะเบียน หรือมาร์เกตแคป สูงสุด กว่า 21 % หรือ 1 ใน 5 ของทุนจดทะเบียน บจ. ทั้งหมด
ขณะที่มุมมองของประชาชนต่อนโยบาย ด้านที่อยู่อาศัยของภาครัฐ ที่ให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ผ่อนคลายเงื่อนไข การปล่อยกู้ เพื่อผู้มีรายได้น้อย ที่เคยถูกปฏิเสธการกู้จากธนาคารอื่น ให้สามารถกู้เงินจากธนาคารอื่นๆได้ พบว่า ประชาชน กว่า 85.50 % เห็นด้วย ส่วนกรณีบ้านหลังแรก ที่คิดอัตราดอกเบี้ยปีแรก 3.50 % ต่อปี ประชาชน 72.60 % เห็นด้วย อย่างไรก็ตามมีประชาชนอีก 26.70 % อยากเห็นดอกเบี้ยต้องถูกกว่านี้ หรือดอกเบี้ย 0 %
ส่วนนโยบายด้าน “ที่อยู่อาศัย” ที่ประชาชน อยากให้รัฐบาล ช่วยเหลือมากที่สุด อันดับ 1 คือการจัดการชุมชนและสิ่งแวดล้อม 92.30 % อันดับ 2 นโยบายภาษีกับการซื้ออสังหาริมทรัพย์ เช่น การลดหย่อนภาษีตามอัตราเงินกู้ที่ธนาคารอนุมัติ 90.60 %
อันดับที่ 3 การเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย 90 %



