วิทยุการบินฯ เร่งแผนรับมือ 4 ทางวิ่ง “สุวรรณภูมิ” ดันไทยสู่ Aviation Hub ระดับโลก

วิทยุการบินฯ เร่งแผนรับมือ 4 ทางวิ่ง "สุวรรณภูมิ" ดันไทยสู่ Aviation Hub

บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) กำลังดำเนินการครั้งสำคัญเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการรองรับปริมาณเที่ยวบินของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ สนามบินสุวรรณภูมิ (Suvarnabhumi Airport) ซึ่งเป็นประตูหลักสู่ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บวท. เปิดเผยระหว่างการเดินทางศึกษาดูงานที่สนามบินอินชอน สาธารณรัฐเกาหลีใต้ ถึงแผนการศึกษาและเตรียมความพร้อมด้านการบริหารจัดการจราจรทางอากาศและภาคพื้นดิน (Air Traffic and Ground Management) เพื่อรองรับการเปิดใช้งาน ทางวิ่ง (Runway) ที่ 4 ของสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศ และผลักดันให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการเป็น Aviation Hub หรือ ศูนย์กลางการบิน แห่งภูมิภาค

การเตรียมการเชิงรุกในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการขยายขีดความสามารถทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นการปฏิรูปการให้บริการจราจรทางอากาศด้วยการนำ เทคโนโลยีใหม่ ๆ มาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการน่านฟ้าในยุคปัจจุบัน การดำเนินการดังกล่าวเป็นการตอบรับโดยตรงกับนโยบายของกระทรวงคมนาคม ที่มุ่งมั่นในการพัฒนาการคมนาคมขนส่งทางอากาศ เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

ยุทธศาสตร์ระดับโลก: ศึกษาโมเดล “อินชอน-ฉงชิ่ง” ยกระดับสุวรรณภูมิ

นายสุรชัย เน้นย้ำว่า การศึกษาแนวทางการบริหารจัดการจราจรทางอากาศเพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของ Capacity หรือขีดความสามารถในการรองรับเที่ยวบินของประเทศนั้น ได้มุ่งเน้นการเทียบเคียงและเรียนรู้จากสนามบินชั้นนำระดับโลกที่มีลักษณะทางกายภาพ ที่ตั้ง และแนวทางการบริหารจัดการที่ใกล้เคียงกับสนามบินสุวรรณภูมิ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สนามบินอินชอน (Incheon International Airport) สาธารณรัฐเกาหลีใต้ และ สนามบินฉงชิ่ง (Chongqing Jiangbei International Airport) สาธารณรัฐประชาชนจีน

การศึกษาโมเดลจากสนามบินที่มีความคล้ายคลึงกันในด้านต่าง ๆ นี้ จะช่วยให้ บวท. สามารถกำหนดแนวทางการบริหารจัดการที่เหมาะสมที่สุดกับสภาพแวดล้อมและบริบทของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านของการจัดวางระบบบริหารจราจรทางอากาศ (Air Traffic Management Systems) และระบบภาคพื้น (Ground Systems) สำหรับการใช้งานทางวิ่งเส้นที่ 4 การเรียนรู้จากกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จเหล่านี้ถือเป็น “ก้าวสำคัญ” ในการปรับปรุงและพัฒนาระบบการคมนาคมขนส่งทางอากาศของไทยให้ได้มาตรฐานสากลและสามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้อย่างเต็มภาคภูมิ

ศักยภาพที่เพิ่มขึ้น: จาก 94 สู่ 134 เที่ยวบินต่อชั่วโมง

ปัจจุบัน สนามบินสุวรรณภูมิ เปิดให้บริการด้วย 3 ทางวิ่ง ซึ่งสามารถรองรับปริมาณเที่ยวบินสูงสุดได้ที่ 94 เที่ยวบินต่อชั่วโมง โดยมีปริมาณเที่ยวบินเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1,000 เที่ยวบินต่อวัน ซึ่งตัวเลขเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการฟื้นตัวและการเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการบินทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม เพื่อรองรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของปริมาณเที่ยวบินและจำนวนผู้โดยสารในอนาคตตามนโยบายของกระทรวงคมนาคม การขยายเป็น 4 ทางวิ่ง จึงเป็นแผนงานที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง โดย นายสุรชัยฯ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า การเปิดใช้งานทางวิ่งเส้นที่ 4 จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับเที่ยวบินของสนามบินสุวรรณภูมิขึ้นไปสู่ระดับที่น่าประทับใจ คือ 134 เที่ยวบินต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นเกือบ 40% จากขีดความสามารถในปัจจุบัน ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศในการเป็น Super Regional Gateway หรือประตูเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของภูมิภาค

การเตรียมความพร้อมอย่างละเอียดรอบด้าน: ก้าวสู่การบริหารจราจรยุคใหม่

การเพิ่มทางวิ่งอีกหนึ่งเส้นทางไม่ได้หมายถึงเพียงการเพิ่มพื้นที่สำหรับเครื่องบินขึ้นลงเท่านั้น แต่ยังมีความซับซ้อนอย่างยิ่งในการบริหารจัดการจราจรทางอากาศและภาคพื้นดินทั้งหมด บวท. จึงกำลังดำเนินการศึกษาและเตรียมความพร้อมอย่างละเอียดในหลายมิติ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้งาน 4 ทางวิ่งเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด

การศึกษาครอบคลุมประเด็นสำคัญต่าง ๆ ดังนี้:

  1. ที่ตั้งและลักษณะภูมิประเทศ (Topography and Geographical Location): การวิเคราะห์และทำความเข้าใจผลกระทบของทางวิ่งใหม่ต่อรูปแบบการบินและแนวทางการจัดการเสียงรบกวน (Noise Abatement Procedures) เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการปฏิบัติการบินและคุณภาพชีวิตของชุมชนรอบข้าง
  2. ปริมาณเที่ยวบินและความหนาแน่นของจราจร (Traffic Volume and Density): การประเมินการเปลี่ยนแปลงของความหนาแน่นในน่านฟ้าและบนภาคพื้น เพื่อออกแบบขั้นตอนการเข้า-ออกสนามบิน (Arrival and Departure Procedures) ที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สุด
  3. การจัดวางเส้นทางขับเคลื่อนอากาศยาน (Aircraft Movement Route Layout): การออกแบบเส้นทางขับเคลื่อน (Taxiways) ที่มีประสิทธิภาพเพื่อลดเวลาการเข้า-ออกทางวิ่ง (Runway Occupancy Time) และลดความแออัดบนภาคพื้น
  4. รูปแบบการสื่อสารระหว่างนักบินและหอบังคับการบิน (Pilot-Controller Communication Protocol): การปรับปรุงและกำหนดมาตรฐานการสื่อสารใหม่ เพื่อรองรับความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นในการควบคุมจราจรทางอากาศ และลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดในการสื่อสาร (Communication Error)

การปรับใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของประเทศไทยถือเป็นภารกิจหลักในกระบวนการนี้ ซึ่งหมายถึงการประยุกต์ใช้ระบบที่ทันสมัย เช่น ระบบควบคุมจราจรทางอากาศอัตโนมัติ (Automated Air Traffic Control Systems) หรือระบบนำทางและเฝ้าระวังที่แม่นยำยิ่งขึ้น เพื่อให้การบริหารจัดการจราจรทางอากาศมีประสิทธิภาพสูงสุดและสอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก “ความปลอดภัยและความเชื่อมั่น” เป็นสิ่งที่ บวท. ให้ความสำคัญสูงสุดในการดำเนินการครั้งนี้

มิติทางเศรษฐกิจและสังคม: ผลประโยชน์ต่อประเทศชาติ

การยกระดับขีดความสามารถด้านการบริหารจราจรทางอากาศของสนามบินสุวรรณภูมิผ่านการเปิดใช้งานทางวิ่งเส้นที่ 4 ไม่ได้ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมการบินเท่านั้น แต่ยังสร้าง ประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคม ให้กับประเทศไทยในวงกว้าง:

  • ขับเคลื่อนเศรษฐกิจการบิน (Aviation Economy): การเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับเที่ยวบินหมายถึงการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจที่เดินทางเข้าสู่ประเทศ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของภาคการท่องเที่ยว การโรงแรม และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
  • เสริมศักยภาพการขนส่งสินค้า (Air Cargo Logistics): การเพิ่มทางวิ่งจะช่วยให้การขนส่งสินค้าทางอากาศมีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนการค้าและการส่งออกของประเทศ
  • สร้างความเชื่อมั่นในระดับสากล (International Confidence): การแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการบริหารจัดการสนามบินขนาดใหญ่ด้วยมาตรฐานความปลอดภัยและเทคโนโลยีระดับโลก จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับสายการบินต่าง ๆ ในการเลือกใช้สนามบินสุวรรณภูมิเป็นฐานการบินหรือจุดเชื่อมต่อ (Transit Point)
  • การจ้างงาน (Employment): การขยายตัวของอุตสาหกรรมการบินย่อมก่อให้เกิดการจ้างงานในสาขาที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่การปฏิบัติการภาคพื้น ไปจนถึงงานด้านเทคนิคและวิศวกรรมการบิน ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับคนไทย

การลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินและระบบบริหารจัดการจราจรทางอากาศถือเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ เป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการเป็น “ศูนย์กลางการเชื่อมโยง” ทั้งในมิติของการเดินทางของผู้คนและการขนส่งสินค้า ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

Related Posts

Scroll to Top